10 ตลาดน้ำสุดฮิต ไปสัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำ

ขึ้นชื่อว่า ตลาดน้ำ หลายคนก็คงน้ำถึงความเจริญของชุมชนในสมัยก่อน เป็นมุมมองของวิถีชีวิตริมน้ำได้ลองชมและสัมผัสกับความหลากหลายของตลาดน้ำ ซึ่งเปิดให้เหล่าคนที่รักการช้อป การชิม และการท่องเที่ยวเพลิดเพลินใจกับความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีตลาดน้ำผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก จนไม่รู้จะเลือกไปทางไหนดี วันนี้เลยขอแนะนำตลาดน้ำที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่สุด 10 อันดับต้น ๆ ของตลาดน้ำสุดฮอตมาบอกกัน

1. ตลาดน้ำขวัญเรียม (วัดบำเพ็ญเหนือ-วัดบางเพ็งใต้)

ตลาดน้ำขวัญเรียม เมื่อได้ยินชื่อหลายคนอาจจะนึกถึงนวนิยายเรื่องขวัญเรียม เพราะที่นี่ถือเป็นต้นกำเนิดนิยายรักเรื่องนี้ เลยค่ะ โดยตลาดแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในตลาดน้ำที่เกิดขึ้นเพื่อย้อนรอยวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนริมคลองแสนแสบ จำลองวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน ด้วยความสามัคคีของคนในชุมชน ทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ส่วนไฮไลท์ของ ตลาดน้ำขวัญเรียม คือ การตักบาตรทางน้ำ ที่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานของคนชุมชนทั้งสองวัด ซึ่งนอกจากการตักบาตรในตอนเช้าแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมอื่นอีกมากมาย อาทิ การแสดงการละเล่นของไทย ที่เวทีริมน้ำ, การล่องเรือสัมผัสชีวิตชุมชน พร้อมไกด์ตัวน้อยที่จะมาเล่าความเป็นมาของตลาดน้ำขวัญเรียม, การจัดแสดงสัตว์บกและสัตว์น้ำ รวมถึงเพลิดเพลินไปกับเมนูอร่อยที่หลากหลายอีกด้วย

การเดินทาง

เส้นทางแรก ถนนสุขาภิบาล 2 (เสรีไทย) รถเมล์ 27 ปอ.502 รถยนต์ส่วนตัว มีสถานที่จอดรถ วิ่งตรงมาจาก The Mall บางกะปิ ผ่านสวนสยามจะเจอปากทางเข้าวัดเลี้ยวเข้ามาวัดบำเพ็ญเหนือ ทางด้านขวาต้องไปเลี้ยวกลับ

เส้นทางที่ 2 ถนนสุขาภิบาล 3 (รามคำแหง) รถเมล์ 113 58 ปอ. 113 514

ที่อยู่ : วัดบำเพ็ญเหนือ ซอยเสรีไทย 60 และ วัดบางเพ็งใต้ ซอยรามคำแหง 187

โทรศัพท์ : 087 701 2878

วันเวลาเปิดทำการ : วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 07.00-20.00 น. (ตักบาตรพระทางน้ำเริ่ม 07.00 น.)

เว็บไซต์ : kwan-riamfloatingmarket.com และ เฟซบุ๊ก ตลาดน้ำขวัญเรียม

2. ตลาดน้ำอัมพวา

ตลาดน้ำอัมพวา เป็นตลาดเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในสมุทรสงคราม ซึ่งความเจริญทางด้านถนนหนทางไม่ได้มีผลกับชาวบ้านแต่อย่างใด เพราะที่นี่ยังคงอนุรักษ์รูปแบบการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของตนไว้อย่างสมบูรณ์เสมอ โดยในปัจจุบันตลาดน้ำอัมพวามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาอย่างไม่ขาดสาย จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์หลัก คือ ที่พักในรูปแบบโฮมสเตย์ การล่องเรือชมหิ่งห้อยในยามค่ำคืน ทำให้ร้านที่จำหน่ายสินค้าในตลาดน้ำส่วนใหญ่จะมีบริการบ้านพักแบบโฮมสเตย์รวมอยู่ด้วย ส่วนสินค้าที่ขึ้นชื่อของที่แห่งนี่จะเป็นอาหาร ของฝาก ของที่ระลึกที่มีทั้งแบบพายเรือมาขายอยู่ในลำคลอง และแบบเปิดร้านอยู่บนฝั่งก็มี การได้ลองชม-ชิมอาหารพื้นบ้านที่หลากหลาย

การเดินทาง

ทางรถยนต์ : จากตัวจังหวัดใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 325 ทางเดียวกับไปอำเภอดำเนินสะดวกและอุทยาน ร.2 ประมาณ 6 กม. ก่อนถึงสามแยกไฟแดง มีทางแยกทางซ้ายเข้าอำเภออัมพวา ไปอีกประมาณ 800 เมตร ทางแยกซ้ายมือ เข้าตลาดอัมพวา จอดรถบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภออัมพวา

รถประจำทาง : จากสถานีขนส่งสายใต้ รถสาย 996 กรุงเทพฯ-ดำเนินฯ เป็นรถปรับอากาศ ผ่านจังหวัดสมุทรสงคราม ถึงตลาดอัมพวา, สาย 976 กทม.-สมุทรสงคราม ถึงสถานีขนส่งสมุทรสงคราม ขึ้นรถประจำทางสาย 333 แม่กลอง-อัมพวา-บางนกแขวก ถึงตลาดอัมพวา

รถตู้ : ขึ้นที่อนุสาวรีย์ชัยฝั่งถนนพหลโยธินใต้ทางด่วน เป็นรถตู้สาย กทม.-แม่กลอง ตั้งแต่ 06.25-20.00 น. ลงที่ตลาดแม่กลอง แล้วเดินมาแถวตลาดจะมีคิวรถสองแถวสายที่ไปโรงเจตรงตลาดน้ำอัมพวา ค่ารถ 10 บาท ขากลับตั้งแต่ 05.30-19.00 น. (รถจอดแถวตลาดแม่กลอง)

ที่อยู่ : อยู่บริเวณหน้าวัดอัมพวัน อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม

วันเวลาเปิดทำการ : ทุกวันศุกร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น.

โทรศัพท์ : ประชาสัมพันธ์จังหวัด 0 3471 4881

3. ตลาดน้ำทุ่งบัวชม

สำหรับ ตลาดน้ำทุ่งบัวชม ถือเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่อีกหนึ่งโครงการ โดยมีแนวคิดผสมผสานระหว่างสมัยเก่าย้อนยุคกับแนวคิดร่วมสมัย บนเนื้อที่กว่า 18 ไร่ ในอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดถนนพหลโยธิน เส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าสายอีสานถนนมิตรภาพ แถมยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นความภูมิใจของชาวอยุธยา เพราะที่นี่ได้รวมสินค้าที่เป็นของดีสี่ภาค ของขึ้นชื่อ รวมไปถึงของฝากจากอยุธยาหลากหลายรายการมาให้เลือกกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ทั้งทางด้านวิถีชีวิต ศิลปะ และวัฒนธรรม ที่เน้นความงดงามด้านสถาปัตยกรรม การตกแต่งร้านค้า รวมไปถึงการแต่งกาย

ส่วนของฝากยอดฮิตของที่นี่ คือ สินค้า Handmade อย่างปลาตะเพียนใบลาน ตุ๊กตาชาววัง งอบ บ้านเรือนไทยจำลอง มีดอรัญญิก หม้อดินเผา หินแกะสลัก ผลิตภัณฑ์จากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร สินค้า OTOP เครื่องประดับ เครื่องจักสาน สินค้าหัตถกรรม เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าต่าง ๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมีการแสดงและการละเล่นพื้นบ้านที่หาดูได้ยากในปัจจุบันอีกด้วย

การเดินทาง

ใช้ถนนพหลโยธิน (ขาออก) มุ่งหน้าอำเภอหนองแค ผ่านร้านข้าวแกงบ้านสวน สาขา 2 ไปประมาณ 1 กิโลเมตร ตลาดน้ำทุ่งบัวชม ตั้งอยู่ติดกับปั๊มน้ำมัน ปตท. บริเวณกิโลเมตรที่ 78 ทางด้านซ้ายมือ

ที่อยู่ : พหลโยธิน กม.78 ถนนวังน้อย-สระบุรี อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันเวลาเปิดทำการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 0.900-20.00 น.

โทรศัพท์ : 0 3572 3127

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ตลาดน้ำทุ่งบัวชม

4. ตลาดน้ำอโยธยา

ถ้าพูดถึงชื่อของ ตลาดน้ำหมู่บ้านปางช้างอโยธยา หลายคนคงไม่คุ้นหู แต่ถ้าเรียกว่า ตลาดน้ำอโยธยา ทุกคนก็คงอ๋อไปตาม ๆ กัน ซึ่งที่ตั้งชื่อนี้ก็เพราะที่นี่ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านช้าง ใกล้ ๆ กับวัดมเหยงคณ์ ตำบลไผ่ลิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยที่ใหญ่ที่สุดในระดับจังหวัดอีกด้วย ทางด้านบรรยากาศภายในตลาดน้ำอโยธยานั้น โอบล้อมไปด้วยสายน้ำเย็นฉ่ำ มีระเบียงริมน้ำให้นักท่องเที่ยวนั่งหย่อนขาสัมผัสสายน้ำให้ชื่นใจ

นอกจากนี้ สำหรับคนที่ชอบช้อปปิ้ง ก็อย่าลืมแวะเวียนเลือกซื้อเลือกหาสินค้าดีไซน์แปลก ๆ ประเภทงาน Handmade ได้อีกด้วย ซึ่งที่นี่ทั้งพ่อค้าและแม่ขายต่างต้องแต่งกายแบบย้อนยุค คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง พร้อมกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบไทย ๆ ที่เรียบง่าย นับเป็นจุดศูนย์รวมนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่จะได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศ และทัศนียภาพอันงดงามที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยอีกด้วย

การเดินทาง

ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 หรือถนนสายเอเชียจะเห็นอยุธยาปาร์ค เลี้ยวซ้ายเข้าเมืองพระนครศรีอยุธยาแล้วขับไปจนเจอวงเวียนเจดีย์วัดสาม ให้วนตามวงเวียนไปออกทางขวามือ มุ่งหน้าวัดอโยธยา ตลาดน้ำอโยธยาอยู่ก่อนวัดอโยธยา ทางเข้าตลาดน้ำอโยธยาอยู่ขวามือมีซุ้มไม้สีดำขนาดใหญ่

ที่อยู่ : 65/12 หมู่ 7 ตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา

วันเวลาเปิดทำการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.

โทรศัพท์ : 0 3588 1678

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ตลาดน้ำอโยธยา

5. ตลาดน้ำคลองลัดมะยม

ในเขตตลิ่งชันนอกจากจะมี “ตลาดน้ำตลิ่งชัน” ที่เป็นตลาดน้ำชื่อดังแล้ว ยังมีตลาดน้ำอีกแห่งหนึ่งในเขตตลิ่งชันที่แม้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่ก็มีความน่าสนใจไม่น้อยกว่าตลาดน้ำตลิ่งชันสักเท่าไหร่ นั่นก็คือ “ตลาดน้ำคลองลัดมะยม” ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับถนนกาญจนาภิเษก ไฮไลท์สำคัญของที่นี่นอกจากพ่อค้าแม่ค้าจะขายอาหาร-ขนมบนเรือแล้ว ที่นี่ยังมีเครื่องปั้นดินเผา สวนเจียมตน ที่เปรียบเสมือนห้องเรียนธรรมชาติให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าศึกษาวิถีชีวิตชาวสวนแบบดั้งเดิม ร้านขายของที่ระลึก และผลไม้จากสวนสด มาวางขายในราคาเป็นกันเองอีกด้วย

การเดินทาง

เดินทางโดยรถเมล์ สามารถขึ้นรถเมล์ยูโรสาย 79 จากหน้ากองสลาก รถจะผ่านหน้าสำนักงานเขตตลิ่งชัน

ที่อยู่ : ถนนบางระมาด แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ

วันเวลาเปิดทำการ : วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ตลาดนัดคลองมะยม

6. ตลาดน้ำดำเนินสะดวก

ตลาดน้ำดำเนินสะดวก หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม ตลาดน้ำคลองต้นเข็ม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากของราชบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 80 กิโลเมตร มีต้นกำเนิดจากสายพระเนตรที่ยาวไกลของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองดำเนินสะดวก ระยะทางกว่า 32 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมแม่น้ำแม่กลองที่บางนกแขวก กับแม่น้ำท่าจีนที่ประตูน้ำบางยาง และมีคลองซอยเล็ก ๆ มากมาย ทำให้ชาวบ้านในราชบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร สามารถติดต่อกันทางน้ำได้สะดวก ซึ่งในปัจจุบันที่นี้ยังคงเป็นสถานที่ที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติตั้งแต่ช่วงเวลาเช้าตรู่ เพราะจะมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าพายเรือนำสินค้ามาขายกันอย่างคึกคัก ทั้งอาหาร ผลไม้ และของที่ระลึกต่าง ๆ อีกมากมาย รวมถึงสินค้าหัตถกรรม ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ

นอกจากนี้ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ยังมีบริการเรือเช่านำเที่ยว เพื่อไปชมสวน ดูการทำน้ำตาลสด โดยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอำเภอดำเนินสะดวก ห่างจากตลาดน้ำดำเนินสะดวกออกมาประมาณ 1 กิโลเมตร

การเดินทาง

เดินทางไปตามถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ผ่านบางแค สวนสามพราน นครชัยศรี นครปฐม เลยกิโลเมตรที่ 83 ไปเล็กน้อย จะพบแยกบางแพ เลี้ยวซ้ายมือไปตามทางหลวงหมายเลข 325 อีกประมาณ 25 กิโลเมตร ข้ามสะพานธนะรัชต์เลยไป 200 เมตร แล้วแยกขวาเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร

เดินทางไปตามสายธนบุรี-ปากท่อ (ทางหลวงหมายเลข 35) ระยะทาง 63 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 325 ผ่านตัวเมืองสมุทรสงคราม แล้วเลี้ยวเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 325 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร ทางเข้าตลาดน้ำอยู่ก่อนถึงสะพานธนะรัชต์ 200 เมตร และแยกซ้ายเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร

ที่อยู่ : อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี

วันเวลาเปิดทำการ : ทุกวัน จะเริ่มค้าขายกันตั้งแต่ 05.00-12.00 น.

โทรศัพท์ : 0 3224 1023

7. ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง จัดตั้งขึ้นจากการร่วมมือระหว่าง องค์การบริการส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง และชาวบ้านในชุมชน ด้วยการสร้างตลาดน้ำแห่งนี้เพื่อหาทางแก้ไขภาวะผลผลิตล้นตลาด ซึ่งตลาดน้ำแห่งนี้ก็ได้สร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี รวมถึงในพื้นที่แห่งนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทยเชื้อสายมอญ ที่ส่วนใหญ่แล้วประกอบอาชีพเกษตรกรรมอีกด้วย

โดยส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวจะได้สนุกสนานไปกับการชมและชิมผลไม้คุณภาพจากทั้งสองฝั่งคลอง เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับการช่วยเหลือเกษตรกร อีกทั้งสามารถเลือกซื้อสินค้า อาหารที่ขึ้นชื่อของตลาดน้ำแห่งนี้ เช่น ห่อหมกหมู ไก่สะเต๊ะ หอยทอดขนมครก และผลิตภัณฑ์ของชาวบ้าน อาทิ ดอกไม้จากเกล็ดปลา ธูปสมุนไพร พร้อมช้อปสินค้าคุณภาพ OTOP

 

การเดินทาง

รถยนต์ : ลงจากทางด่วน (ดาวคะนอง-สุขสวัสดิ์) ที่ถนนสุขสวัสดิ์ จะเห็นสามแยกพระประแดง-สุขสวัสดิ์ เลี้ยวบริเวณข้างปั๊มน้ำมัน BP พอถึงตลาดพระประแดงให้เลี้ยวซ้ายผ่านวัดทรงธรรมวรวิหาร ไปตามถนนเพชรหึงษ์ ประมาณ 5 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าซอยเพชรหึงษ์ 26 แล้วจะพบป้ายบอกทางเข้าตลาดน้ำ ประมาณ 700 เมตร

รถโดยสาร : มีทั้งรถโดยสารประจำทางแบบปรับอากาศและธรรมดา สาย 82, 138 รถร่วมบริการสาย 6 ไปลงตลาดพระประแดง แล้วต่อรถประจำทางสายพระประแดง-บางกอบัว ก็จะผ่านตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

ที่อยู่ : วัดบางน้ำผึ้งใน อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

วันเวลาเปิดทำการ : วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น.

โทรศัพท์ : สำนักงานองค์การบริการส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง 0 2819 6762 และ 08 1171 4930

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

8. ตลาดน้ำตลิ่งชัน

วิถีชีวิตริมฝั่งคลอง คือ มนต์เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ใครหลายคนอยากจะมีโอกาสไปสัมผัสสักครั้ง อย่าง ตลาดน้ำตลิ่งชัน สถานท่องเที่ยวที่ควรจะไปสัมผัสกับตลาดที่เป็นแบบกึ่งชนบท ที่ผสมผสานวิถีชีวิตริมสายน้ำเข้าด้วยกัน อีกทั้งที่นี่ยังเป็นสถานที่รับสนองแนวพระราชดำริของในหลวง ถึงเรื่องของความพอเพียง และด้วยความหลากหลายของอาหารที่ปรุงรสพร้อมเสิร์ฟเสร็จสรรพจากเรือที่สัญจรทางน้ำมากมาย ทำให้อดใจไม่ได้ที่จะต้องค้นหาอาหารยอดนิยมของที่นี่ นั่นก็คือ ก๋วยเตี๋ยวเรือ อาหารทานเล่นง่าย ๆ แต่อิ่มท้องอย่างหมูสะเต๊ะกับน้ำจิ้มรสเด็ดเป็นตัวชูโรง พร้อมด้วยกิจกรรมอีกหลากหลาย เช่น การลองนั่งเรือทัวร์คลอง ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ชมวิถีชีวิตริมสายน้ำ ผสมผสานความงามของวัดวาอาราม ที่รับรองได้ว่ามาแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน

การเดินทาง

จากถนนจรัญสนิทวงศ์เลี้ยวเข้าแยกบางขุนนนท์ไปตามเส้นทางหลัก เมื่อถึงแยกตลิ่งชันให้เลี้ยวซ้าย ขับไปตามทางหลักเรื่อย ๆ จะเห็นป้ายสำนักงานเขตตลิ่งชันอยู่ด้านหน้า และหากมาทางถนนบรมราชชนนี ผ่านสายใต้ใหม่ จะเห็น สน.ตลิ่งชัน อยู่ทางซ้ายมือ เลี้ยวเข้าซอยนั้นและขับมาตามทางหลักเรื่อย ๆ จะเห็นป้ายสำนักงานเขตตลิ่งชันอยู่ทางขวามือ ซึ่งมีที่จอดรถให้บริการ รวมทั้งมีรถเมล์สาย 79, 83 ผ่าน

ที่อยู่ : ตั้งอยู่บริเวณหน้าสำนักงานเขตตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ

วันเวลาเปิดทำการ : วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดเทศกาล ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2424 5448, 08 1701 2565

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ตลาดน้ำตลิ่งชัน

9. ตลาดน้ำสี่ภาค

ตลาดน้ำสี่ภาค พัทยา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชนชาวไทยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งรวบรวมความหลากหลายทั้งทางด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทั้ง 4 ภาคไว้ด้วยกัน เรียกได้ว่า ตลาดน้ำสี่ภาค พัทยา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

ตลาดน้ำสี่ภาค เป็นการให้ผู้คนได้สัมผัสความเป็นไทย ๆ ด้วยการจำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไทยที่เรียบง่าย เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้วิถีพอเพียงดั้งเดิมที่ผูกพันกับสายน้ำตั้งแต่อดีต สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลใน 4 ภาคของประเทศไทย โดยนำเอาของดีของเด่นทั้ง 4 ภาค มารวมไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว อีกทั้งที่นี่นอกจากจะเดินเที่ยวชิล ๆ แล้ว ยังมีการล่องเรือเที่ยวชมตลาดด้วยเช่นกัน

การเดินทาง

ถนนมอเตอร์เวย์ เส้นทางมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-ชลบุรี (สายใหม่) ต่อเชื่อมกับถนนวงแหวนรอบนอก มีทางขึ้นหลายจุด  เช่น ถนนรามอินทรา ก่อนถึงแฟชั่นไอร์แลนด์ สุดถนนพระราม 9 ตัดกับถนนศรีนครินทร์ หรือจากสายบางนา-ตราด เมื่อผ่านแยกถนนศรีนครินทร์มาแล้วพอสมควร จะมีทางแยกเข้าถนนวงแหวนรอบนอก แล้วมาเข้ามอเตอร์เวย์ได้เช่นกัน และเมื่อออกจากมอเตอร์เวย์ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 7 จนไปพบกับทางหลวงหมายเลข 36 ที่แยกบ้านกระทิงลายก่อนถึงพัทยา

ถนนบางนา-ตราด เส้นทางสายบางนา ตราด (ทางหลวงหมายเลข 34) จากบางนาเข้าสู่ย่านบางพลี ผ่านแม่น้ำบางประกง จนเข้าสู่ตัวจังหวัดชลบุรี ระยะทางประมาณ 81 กิโลเมตร ถ้าจะไม่เข้าตัวเมืองก็มีเส้นทางบายพาสเลี่ยงเมืองแล้วมาพบกับทางหลวงหมายเลข 3 หรือถนนสุขุมวิท ไปตามเส้นทางนี้จะผ่านบางแสน บางพระ ศรีราชา แหลมฉบัง และก็จะเข้าสู่เขตเมืองพัทยา

ที่อยู่ : 451/304 ถนนสุขุมวิท ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

วันเวลาเปิดทำการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-24.00 น. แต่สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีการแสดงของแต่ละภาค วนไปตามซุ้มต่าง ๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวรับชม

โทรศัพท์ : 0 3870 6340

เว็บไซต์ : pattayafloatingmarket.com

10. ตลาดน้ำหัวหินสามพันนาม

ตลาดน้ำหัวหินสามพันนาม เป็นตลาดน้ำในบรรยากาศรัตนโกสินทร์ย้อนยุคสมัยรัชกาลที่ 6 ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์หัวหิน ที่เน้นโทนสีขาวและแดง คล้าย ๆ สถานีรถไฟหัวหิน ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ มีร้านค้าทั้งหมด 193 ร้าน และเรือขายสินค้า 40 ลำ อีกทั้งตลาดยังถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขาและติดแหล่งน้ำธรรมชาติอย่าง “ลำห้วยสามพันนาม” จึงทำให้มีบรรยากาศเย็นสบาย ร่มรื่น เป็นธรรมชาติในแบบที่ไม่ต้องปรุงแต่งมากนัก แถมยังมีการแสดง โชว์แสง สี เสียง อันตระการตาให้ชมทุกวัน

การเดินทาง

การเดินทางไปตลาดน้ำหัวหินสามพันนามใช้เส้นทางเดียวกับวัดห้วยมงคล โดยปากทางเข้าอยู่ฝั่งตรงข้ามกับซอยปากทางเข้าวัดห้วยมงคล มีป้ายบอกตลอดทาง

ที่อยู่ : 88/8 หมู่ 13 ถนนหนองหอยทับใต้ ตำบลทับใต้ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันเวลาเปิดทำการ : ทุกวัน วันธรรมดาเปิดเวลา 09.00-20.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 09.00-21.00 น.

โทรศัพท์ : 08 1457 8888, 08 0240 5555

เว็บไซต์ : huahinsamphannamfloatingmarket.com

 

สุดชิค! 12 สถานที่ท่องเที่ยวเปิดใหม่ ที่ต้องไปโดน

สองสามปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าท่องเที่ยวในประเทศไทยดูจะบูมมาก ๆ อาจเพราะมีคนหันมาเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา เช่น สามารถเดินทางไปเที่ยวได้สะดวก รวมทั้งมีสถานที่แปลกใหม่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเกิดขึ้นหลายที่ด้วยกัน ท่องเที่ยวก็เลยขอเอาใจคนที่กำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ สำหรับเก็บไว้เป็นตัวเลือกไว้สำหรับวางแผนการเที่ยว ด้วยการรวบรวมเอา 12 สถานที่ท่องเที่ยวเปิดใหม่  มาแนะนำนักท่องเที่ยวกัน

1. Feraza Farm

เรียกได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวระยะสั้นที่จะทำให้คุณได้ความคุ้มค่ากับการมาเที่ยวพักผ่อน บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ก็ว่าได้ สำหรับ Feraza Farm ฟาร์มที่คุณจะได้สัมผัสกับความสงบและผ่อนคลายที่เจือไปด้วยความสนุกสนาน แถมยังให้บรรยากาศเสมือนอยู่ประเทศนิวซีแลนด์ อีกทั้งยังสุดสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ เดินเล่นพร้อมให้อาหารกับฝูงแกะนับร้อยตัว, ขับรถ ATV ชื่นชมทัศนียภาพ, สุด Adventure ในบรรยากาศทุ่งแบบธรรมชาติแท้ ๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ ที่นี่ยังให้บริการที่พักไว้รองรับนักท่องเที่ยว ด้วย Design ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ใช้ปลีกไม้เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ทำให้คุณสัมผัสถึงความรู้สึกของการอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง หรือถ้าใครที่ไม่อยากพักก็สามารถจอดรถแวะเข้าไปเที่ยวไปถ่ายรูปได้เช่นกัน

ที่อยู่ : 1/4 ตำบลท่าเคย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

โทรศัพท์ : 086 884 2285 089 811 8389

เว็บไซต์ :  เฟซบุ๊ก Feraza Farm และ www.ferazafarm.com

ราคา : เข้าฟาร์ม ท่านละ 50 บาท

2. Dragon Mall

ศูนย์การค้าที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ย่านฝั่งธนบุรี เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีผู้คนพักอาศัยอยู่มากมาย ทั้งคนไทยเชื้อสายจีน และด้วยความแข็งแกร่งด้านวัฒนธรรม ความเชื่อแบบชาวจีนที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้กลิ่นอายของความเป็นคนจีนมากที่สุด จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยภายใต้แนวคิด Sprit of Thonburi หรือจิตวิญญาณของคนธนบุรี เน้นการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ Contemporary Chinese ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น แถมมีการวางรูปแบบสินค้าและบริการให้เข้ากับวิถีของชุมชนได้เป็นอย่างดี

โดยที่นี่จะให้บริการโดยคำนึงถึงคน ในชุมชนก่อน จึงเต็มไปด้วยร้านค้า สินค้า และการบริการขั้นพื้นฐานมากมาย นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมการพัฒนาสังคม ด้วยการตั้งชมรมต่าง ๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งดนตรี กีฬา ศาสนา  วัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชุมชนและความสามัคคีอีกด้วย ทั้งนี้ Dragon Mall กำลังอยู่ในช่วงการก่อสร้าง ใครที่อยากไปช้อปก็ต้องอดใจรอไปก่อนนะ

ที่อยู่ : 219 /7 ถนนเพชรเกษม 48 แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160

โทรศัพท์ : 02 869 8556-8

เว็บไซต์ : www.dragonmallbkk.com

3. ตลาดน้ำสวนผึ้ง Veneto

ตลาดน้ำสวนผึ้ง Veneto แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จำลองบรรยากาศอันแสนโรแมนติกของเมืองเวนิส กับทะเลสาบขนาดใหญ่กว่า 20 ไร่ มาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแนวกรีซแบบ Santorini กับสมญานามที่ว่าเป็น “ราชินีแห่งเมดิเตอร์เรเนียน” เพราะด้วยความโดดเด่นของตัวอาคารสีขาว ตัดกับสีน้ำเงินสด ท่ามกลางเทือกเขาที่เขียวขจี ทำให้ที่นี่มีเอกลักษณ์และรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร พร้อมทั้งยังได้เพลิดเพลินกับการเก็บภาพความประทับใจของลานน้ำพุ หอนาฬิกา กิจกรรมทางน้ำ และสวนหย่อมอีกด้วย

สำหรับ ตลาดน้ำสวนผึ้ง Veneto พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนอันแสนโรแมนติก และศูนย์การค้าสุดอลังการกับรูปแบบของอาคารและร้านค้าที่ออกแบบมาอย่างลงตัว มากกว่า 100 ร้าน แต่ช้า ก่อน ใครที่อยากไปเที่ยวแล้วต้องอดใจรอกันอีกนิดนะจ๊ะ เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างและตกแต่งให้แล้วเสร็จ โดยจะเปิดให้ท่องเที่ยวในเดือนตุลาคม 2556 นี้จ้า

ที่อยู่ : อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

โทรศัพท์ : 09 1561 8848

เว็บไซต์ : www.venetosuanphueng.com, เฟซบุ๊ก ตลาดน้ำสวนผึ้ง Veneto

4. เวเนเซีย หัวหิน (The Venezia Hua Hin)

จากมนต์เสน่ห์ของเมืองแห่งสายน้ำอย่างเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี จึงมีการจำลองเมืองเวนิสมาไว้ที่เมืองไทย ภายใต้แนวคิดที่ว่า เวเนเซีย หัวหิน ที่สุดแห่งประสบการณ์การท่องเที่ยวในบรรยากาศแบบเวนิสแห่งแรกแห่งเดียวในเมืองไทย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นช้อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ แห่งใหม่ ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ภายในมีการจำลองจัตุรัสเซ็นต์มาร์คและหอระฆัง สัญลักษณ์สำคัญของเมืองเวนิส ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกมาไว้ที่ด้านหน้าโครงการ เพื่อเป็นลานกิจกรรมขนาดใหญ่ และจุดชมวิว อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นเวนิส คือ แกรนด์คาแนล (Grand Canal) ความยาวกว่า 200 เมตร ที่มีเรือกอนโดลาล่องไปในบรรยากาศเสมือนอยู่ในเวนิสจริง ๆ

ทั้งนี้ เวเนเซีย หัวหิน ยังไม่เปิดให้บริการ อดใจรอชมความงามกันอีกสักนิดจ้า แต่แว่ว ๆ มาว่าจะพร้อมเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการประมาณกลางปี 2013 นี้

การเดินทาง : เวเนเซีย หัวหิน ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมฝั่งขาออกจากหัวหิน ห่างจากอุโมงค์สนามบิน 700 เมตร เยื้องโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน เพียง 500 เมตร ใกล้จุดกลับรถหน้าปาล์มฮิลล์ กอล์ฟคลับ และมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด เพียง 200 เมตร

 

ที่อยู่ : 1899 ถนนเพชรเกษม (ทรายใต้) ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

โทรศัพท์ : 0 3244 2823-5

เว็บไซต์ : www.theveneziahuahin.com

5. ตลาดบก เวิ้งพระนคร

หากคุณต้องการย้อนเวลาไปท่องเที่ยวในยุครัชกาลที่ 5 ต้องที่นี่เลยค่ะ ตลาดบก เวิ้งพระนคร คือ ชุมชนค้าขายวันวาน เป็นตำนานแหล่งท่องเที่ยวสุดคลาสสิกก่อนขึ้นเรือบินที่สุวรรณภูมิ (Before your take-off) ถือเป็นแหล่งช้อปปิ้งและแหล่งท่องเที่ยวสไตล์ย้อนอดีตช่วงรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ริมคลองประเวศน์บุรีรมย์ ติดถนนอ่อนนุช-ลาดกระบัง โดยนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกที่รวมบรรยากาศตลาดบกฝั่งพระนครในอดีต มารวมกันอย่างต่อเนื่องและลงตัวที่สุด มีการเนรมิตตลาดฝั่งพระนครให้กลมกลืนกับบรรยากาศร่วมสมัย ผสมกลิ่นอายงานสถาปัตยกรรมตะวันออกและตะวันตก สร้างความครึกครื้นของชุมชนอันรุ่งเรืองตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันแบบเสมือนจริงมาก ๆ ทั้งด้านการค้าขายวิถีชีวิตชุมชนในอดีต และด้านความสนุกสนาน มีชีวิตชีวาพร้อมด้วยโชว์พิเศษภายในตลาดอีกด้วย

ทั้งนี้ ตลาดบก เวิ้งพระนคร เปิดบริการในวันจันทร์-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-19.00 น.

ที่อยู่ : ลาดกระบัง ซอย 9/5 ตรงข้าม สน.ลาดกระบัง

โทรศัพท์ : 0 2327 3979-80, 08 7785 5037, 08 6563 1895 และ 08 94556 0701

เว็บไซต์ : www.taladbok.com และ เฟซบุ๊ก taladbok

อัตราค่าบริการ : เข้าชมฟรี ไม่มีค่าบริการ

6. สวนน้ำ Cartoon Network AMAZONE

สวนน้ำ Cartoon Network Amazone เป็นการจำลองบรรยากาศป่าฝนอเมซอน และมาพร้อมกับบรรดากองทัพการ์ตูนฮีโร่ยอดฮิตจากซีรีส์การ์ตูนดัง เช่น Ben 10, The Powerpuff Girls, Johnny Bravo, The Amazing World of Gumball นอกจากนี้ ยังมีเครื่องเล่นนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่มีการจำลองให้เหมือนคลื่นทะเล สไลเดอร์สปีดเรซซิ่ง ล่องแพ เครื่องเล่นป้อมปราการน้ำในระบบอินเตอร์แอคทีฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ทั้งนี้ ที่นี่ได้ริเริ่มโครงการสวนน้ำ โดยความร่วมมือกับบริษัท อเมซอน ฟอลลส์ (Amazon Falls) ผู้พัฒนาโครงการรีสอร์ทและสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศ มาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของชลบุรีแห่งนี้ โดยเมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วจะมีพื้นที่ครอบคลุมตลอดแนวชายหาดของตำบลบางเสร่ ห่างจากหาดพัทยาเพียง 15 นาที อ๊ะ ๆ แต่ตอนนี้ยังไม่เปิดให้บริการ ใครที่อยากไปสัมผัสความสนุกก็ต้องอดใจรอไว้ก่อนจ้า

ที่อยู่ : นาจอมเทียน ชลบุรี ประเทศไทย

โทรศัพท์ : 02 610 2380,081 684 5188, 02 610 2364-5

เว็บไซต์ : www.dcconsultants.co.th และ เฟซบุ๊ก Cartoon Network Amazone

7. The Bloom by ทีวีพูล

สวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุด บนเนื้อที่ 100 กว่าไร่ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ใน อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พื้นที่ที่มีโอโซนดีติดอันดับ 7 ของโลก รอต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่ชื่นชอบความงดงามของธรรมชาติ ท้องฟ้า ทะเลสาบ ป่า ภูเขา ต้นไม้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว สายลมเย็น ๆ พัดผ่านทะเลหมอก วิวสวย ๆ ของทุ่งดอกไม้เมืองหนาวกว่า 30 สายพันธุ์ โอบกอดด้วยขุนเขางดงามเกินบรรยาย สถานที่แห่งนี้ถือเป็นสวนไม้ดอกที่มีดอกไม้บานสะพรั่งมากที่สุด และเบ่งบานรอการมาเยือนของนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ ที่นี่ยังจัดสรรให้คุณได้ถ่ายรูปกับสแตนด์ดาราและการ์ตูนดังจากทั่วโลก พร้อมเล่นเกมชิงรางวัลทั้งวัน ใครที่ชอบถ่ายรูปพลาดไม่ได้ อ๊ะ ๆ ยังไม่หมดเท่านั้น The Bloom ยังให้เข้าชมสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ ประติมากรรมขนาดยักษ์ ใหญ่ที่สุดในเขาใหญ่ ชมพาเหรดเหล่าตัวการ์ตูนน่ารักที่จะมาพบกับท่านทุกวันหยุดสำคัญ เริ่มขบวนตั้งแต่เวลา 16.00-1700 น. สนุกสนานเร้าใจกับคอนเสิร์ตทุกคืนวันเสาร์ที่ “เดอะ บลูม มิวสิคัล อเวนิว” บริการรถจักรยานปั่นชมรอบพื้นที่ฟรี!

การเดินทาง : อยู่หลักกิโลที่ 144 ถนนมิตรภาพ เข้าซอยผ่านศึก 7 กิโลเมตร คุณจะพบสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุด ท่ามกลางขุนเขาและพื้นที่ผืนเดียวในเขาใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 07.00-20.00 น. ทุกวัน และเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดบริการถึง 22.00 น.

ที่อยู่ : เลขที่ 357 ตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30320

โทรศัพท์ : 0 4475 6336

เว็บไซต์ :  www.thebloom.co.th, เฟซบุ๊ก TheBloomByTVpool

อัตราค่าบริการ : ช่วงโปรโมชั่น ราคาบัตรเข้าชมสวนดอกไม้ สำหรับผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท

8. สวนน้ำรามายณะ

สวนน้ำรามายณะ แหล่งท่องเที่ยวที่ให้บริการอย่างสมบูรณ์แบบ โดยโครงการนี้มุ่งไปที่การนำเสนอเครื่องเล่นชั้นนำระดับโลกแก่แขกผู้มาเยือน ที่กำลังมองหาแหล่งพักผ่อนที่น่าสนใจใหม่ ๆ อีกทั้งยังถูกออกแบบและก่อสร้างด้วยมาตรฐานระดับนานาชาติ โดยเฟสแรกจะก่อสร้างขึ้นบนเนื้อที่ประมาณ 160,000 ตรม. ในสวนน้ำจะมีเครื่องเล่นรุ่นล่าสุดทั้งที่สร้างความตื่นเต้นและที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัว ซึ่งจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้กว่า 10,000 คนต่อวัน ส่วนแนวการตบแต่งภายในสวนน้ำจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของรามเกียรติ์โดยแบ่งเป็น 7 โซน ที่แตกต่างกันภายใต้บรรยากาศที่สวยงามร่มรื่นและเป็นธรรมชาติ

สวนน้ำรามายณะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างจะเป็นแหล่งความบันเทิงแห่งใหม่สำหรับครอบครัวในบริเวณเมืองพัทยา ด้วยปัจจัยความบันเทิงระดับโลกเช่นนี้จะสร้างความทรงจำช่วงเวลาแห่งความสุขให้ทั้งครอบครัวและหมู่เพื่อนฝูงอย่างแน่นอน ทั้งนี้ สวนน้ำรามายณะ จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในต้นปี พ.ศ. 2557

ที่อยู่ : 315/183-184 หมู่ 12 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 20150

โทรศัพท์ : 0 3825 1133

เว็บไซต์ : www.ramayanawaterpark.com

9. Kidzania กรุงเทพฯ

คิดส์ซาเนีย สุดสนุกกับบทบาทอาชีพในฝัน แหล่งท่องเที่ยวสำหรับเด็ก ๆ อายุระหว่าง 4-14 ปี ได้สนุกสนาน พร้อมฝึกฝนพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต ด้วยการสวมบทบาทเป็นอาชีพต่าง ๆ เช่น แพทย์, นักบิน, แอร์โฮสเตส, นักดับเพลิง, หมอ, พยาบาล, นายธนาคาร, นักธุรกิจ และอาชีพอื่น ๆ อีกมากมาย แถมที่นี่ยังมีการจัดทำเมืองจำลองขึ้นมา โดยมีสิ่งปลูกสร้างถนน ยานพาหนะ สถานประกอบการ ร้านค้า และมีส่วนประกอบภายในเมืองเสมือนเมืองจริง ๆ มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย แปลกใหม่ มีความเป็นเอกลักษณ์ให้เด็ก แสดงบทบาทในการประกอบอาชีพ ผ่านการจำลองกิจกรรมของผู้ใหญ่ที่สนุกสนานเหมือนอยู่ในโลกความเป็นจริง ที่มีระบบเศรษฐกิจของตนเอง ซึ่งเด็กต้องทำงานมีรายได้จากการทำงาน

ที่อยู่ : ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

โทรศัพท์ : 086-8842285 089-8118389

เว็บไซต์ :  bangkok.kidzania.com และ เฟซบุ๊ก KidZania Bangkok

อัตราค่าบริการ : เด็กต่ำกว่า 2 ขวบ เข้าฟรี, เด็กอายุ 2-3 ขวบ ราคา 300 บาท, เด็กอายุ 4-14 ปี ราคา 650 บาท, ผู้ใหญ่อายุ 15 ขึ้นไป ราคา 400 บาท และผู้ใหญ่อายุ 60 ขึ้นไป ราคา 350 บาท

10. Mimosa พัทยา

Mimosa Pattaya เมืองที่มีกลิ่นอายสถาปัตยกรรมเมืองโบราณของฝรั่งเศส โดดเด่นด้วยสีสันสดใส น่ารักน่ามอง บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์แห่งเดียวในเมืองพัทยา แถมยังโอบล้อมด้วยบรรยากาศอันสุดแสนจะโรเเมนติก และหอมหวนไปกับกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

ที่นี่ยังมีคลองเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านกลางเมือง มีหงส์คู่ที่ว่ายเวียนวนไปมาให้ได้ชื่นชมกันเพลิน ๆ หรือพิเศษสุด ๆ กับโชว์สุดอลังการที่น่าประทับใจ ณ ลานน้ำพุดนตรี ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนมาสร้างความบันเทิงทุกวัน โดยการแสดงจะมี 3 รอบ คือ 18.30 น. 19.45 น. และ 21.00 น. อีกทั้ง มิโมซ่า พัทยา ช ยังเป็นศูนย์รวมสินค้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งร้านอาหารไทย อาหารนานาชาติหลากหลายชนิด

การเดินทาง : ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงแรมแอมบาสเดอร์ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

ที่อยู่ : เลขที่ 143/146-148 หมู่ที่ 12  ตำบลหนองปรือ จังหวัดชลบุรี 20150

โทรศัพท์ : 0 3823 7318-9

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก mimosapattaya และ www.mimosa-pattaya.com

อัตราค่าบริการ : ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 25 บาท และผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษาที่แสดงบัตรประจำตัวเข้าฟรี

11. ซืนวาน จังหวัดอุบลราชธานี

ซืนวาน หรือ ตลาดซืนวาน ตั้งอยู่ถนนสถลมาร์ค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ 5 ไร่เศษ ประกอบด้วยอาคารไม้ชั้นเดียวสีน้ำตาลเข้มที่ชวนให้หวนระลึกถึงบ้านหลังเก่าอันอบอุ่น เสริมเติมแต่งด้วยสิ่งคุ้นเคยเมื่อวันวาน โดยการนำข้าวของเครื่องใช้ในอดีต เช่น ผ้าขาวม้า กระติบข้าวเหนียว หรือเอกลักษณ์อื่น ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์รวมถึงวิถีชีวิตของชาวอุบลฯ มาประกอบเรื่องราว ภายใต้บรรยากาศต้นไม้และดอกไม้ที่ร่มรื่น รวมทั้งร้านค้าต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟสด โซนร้านอาหาร โซนขายเสื้อผ้า ขายของที่ระลึก ที่มีให้ได้เลือกชมและเลือกชิมกันอย่างเพลิดเพลิน

นอกจากชิม ช้อป ภายในซืนวานแล้ว จุดขายสำคัญอยู่ที่การปลดปล่อยอารมณ์ไปกับการเดินชม เดินเที่ยว พร้อมถ่ายรูปแนว ๆ ไปกับบรรยากาศของเก่า ๆ สมัยอดีตรอบ ๆ ตัว ซึ่งช่วยขุดคุ้ยความทรงจำให้ฟุ้งกระจายแจ่มชัด โดนใจทั้งวัยผู้ใหญ่หรือวัยเด็ก

การเดินทาง : ถนนสถลมาร์ค (วารินฯ-เดชอุดม) หรือทางหลวงหมายเลข 24 โครงการตั้งอยู่ระหว่าง แยกกกแต้ และ ธกส.วาริน (เลยแยกกกแต้มาประมาณ 500 เมตร อยู่ฝั่งซ้ายมือ ส่วน ธกส.วารินอยู่เลยไปอีกประมาณ 300 เมตร อยู่ด้านขวามือ)

 

ที่อยู่ : 305 ถนนสถลมาร์ค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

โทรศัพท์ : 09 0880 7715-8, 08 6324 0764

เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ซืนวาน

อัตราค่าบริการ : เข้าชมฟรี ไม่คิดค่าบริการ

12. เพ ลา เพลิน

PLAY LA PLOEN : Boutique Resort & Adventure Camp เป็นแหล่งพักผ่อนและแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบแห่งเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในมีทั้ง บูติก รีสอร์ท สถานที่จัดสัมมนา จัดทัศนศึกษาแบบพักแรมและแบบเช้าไปเย็นกลับสำหรับเยาวชน ประกอบไปด้วยหลากหลายโซน เช่น โซนต้อนรับ, โซนของที่ระลึกจากทั่วโลกและจากทุกภาคของไทย, โซนเด็ก, โซนสวนสไตล์อังกฤษ, โซนกาลครั้งหนึ่งแกลเลอรี่, โซนฟาร์มม้าแคระนำเข้าจากอังกฤษ และฟาร์มแกะ, โซนแอดเวนเจอร์ แคมป์, โซนขับรถ ATV รวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเน้นการตกแต่งและเสริมสร้างบรรยากาศตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้สัมผัส แถมที่นี่ยังมีส่วนการบริการด้านที่พักด้วย

ที่อยู่ : 252 อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

วันเวลาเปิดทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น. และเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น.

โทรศัพท์ : 0 4469 9435, 08 7797 6425

เว็บไซต์ : www.playlaploen.com

อัตราค่าบริการ : ผู้ใหญ่ 50 เด็ก 20 บาท

เที่ยวเกาะพยามกับ 7 เหตุผลง่ายๆ

จากแผนที่ จ. ระนอง มองมาทางตะวันตกจะเห็นเกาะเรียงกัน 3-4 เกาะ เกาะที่อยู่ระหว่างเกาะช้างกับเกาะค้างคาวคือ “เกาะพยาม” ซึ่งถ้ายึดว่าการไปเที่ยวควรมีกิจกรรมบันเทิงใจ ยิ่งมีหลายอย่างยิ่งดี เกาะนี้อาจเป็นเกาะที่ “ไม่มีอะไร” เกาะพยามมีบุคลิกแตกต่างจากเกาะแถบทะเลอันดามัน ด้วยเกาะนี้ไม่ใช่เกาะสวรรค์ หาดทรายขาว ทิวมะพร้าวสวย หากแต่เป็นเกาะที่ยังคงธรรมชาติดิบๆ น่าเที่ยวสำหรับคนชอบความเรียบๆ ง่ายๆ ด้วย “7 ข้อดี” ที่เราอยากนำเสนอ

1-ฝึกความพยายาม

จากฝั่งระนอง เราต้องนั่งเรือเมล์ไปไกลราว 30 กม. หลับแล้วหลับอีก หากใครหลับยาก คุยกับคนเรือก็เป็นทางเลือกที่ดี ได้เก็บข้อมูลไว้เป็นความรู้รอบตัวด้วย ว่าเกาะที่เรือล่องผ่านเกาะไหนเป็นของไทย เกาะไหนเป็นของพม่า เมื่อถึงเกาะพยามแล้ว ไม่ว่าจะไปที่พักหรือที่เที่ยวก็ต้องต่อมอเตอร์ไซค์ เส้นทางมีหลายรูปแบบ ทั้งทางดินขนาบด้วยป่ารก ทางคอนกรีต ทางหินขรุขระ ทางลาดชัน รวมถึงบางทีต้องขับรถเหยียบบน หาดทรายชายทะเลตอนน้ำลงด้วย ถ้าความพยายามมีอยู่ในตัวเรา เกาะพยามจะไปอยู่ที่ไหนได้เล่า

2-ที่พักมีหลายระดับให้เลือก

ที่พักบนเกาะพยามมีตั้งแต่ระดับหลักหมื่นจนถึงหลักร้อยบาท แม้ราคาจะถูก ทว่าบางแห่งก็เป็นแบบบ้านน้อยน่ารักแทรกตัวอยู่ในแมกไม้ริมชายหาด ผู้คนมีอัธยาศัยไมตรี แถมของกินก็ราคาไม่พาปวดใจ ใครที่ใฝ่ฝันอยากไปเที่ยวเมืองนอกแต่ยังหาปัจจัยได้ไม่ครบ มาเกาะนี้แล้วจินตนาการว่าเป็นหาดเมืองฝรั่งผมแดงได้ไม่ยาก เพราะแทบทั้งเกาะมีแต่ชาวต่างชาติ ป้ายตามร้านรวงก็มีหลายภาษา เสริมจินตนาการได้ดีทีเดียว

3-ถูกตามเจอได้ยาก

ถ้าคุณอยากมีช่วงเวลาแห่งความสงบสันโดษ อยากหลบลี้หนีผู้คน เกาะพยามเป็นตัวเลือก อันดับต้นๆ สำหรับคุณ ที่นี่ยังไม่บูมมากนัก ถนนคนเดินก็ไม่มี ที่เที่ยวในเกาะเป็นหาดทรายกว้างอย่างอ่าวใหญ่และอ่าวเขาควาย หรือไม่ก็จุดดำน้ำไกลฝั่งออกไป ดังนั้นใครๆ ย่อมพบเจอคุณได้ยาก แต่เกาะนี้ก็มีช่วงให้คุณมาหลบลี้แค่เดือน ต.ค.-พ.ค. เท่านั้น เพราะนอกจากนี้จะเป็นช่วงมรสุม ฝนตกคลื่นลมแรงมากจนแม้แต่เรือข้ามจากฝั่งระนองยังหยุดให้บริการ

4-ติดต่อกับชาวโลกได้สะดวก

แม้จะถูกตามเจอได้ยาก แต่ติดต่อกับชาวโลกได้สะดวก เพราะที่พักแทบทุกแห่งมีสัญญาณสำหรับอินเทอร์เน็ตไร้สายบริการ คนที่อยากจะติดต่อกับใคร หรือกลัวว่ามาเที่ยวแล้วจะตกเทรนด์ ก็เข้าเว็บติดต่อผู้คน ติดตามข่าวสารได้ตลอด ไม่มีข้ออ้าง “สัญญาณเน็ตไม่ไป แต่สัญญาณใจเต็มเปี่ยม” แน่ๆ

5-ซาบซึ้งกับเพลงที่เคยฟัง

หากเลือกที่พักริมทะเล บรรดาลูกคลื่นจะทยอยโถมเข้าฝั่ง ฟังคล้ายเสียงเพลงกล่อม พอถึงยามตะวันใกล้ลับฟ้า ณ มุมสวยๆ อย่างปลายอ่าวใหญ่ บรรยากาศชวนซึ้งจะพาให้หัวใจคุณร้องเพลงที่อยู่ในดวงใจ กระทั่งพ้นช่วงโพล้เพล้ บางที่พักจัดปาร์ตี้เล็กๆ เพลงสนุกๆ ในบรรยากาศสบายๆ จะล่องลอยอยู่รอบตัวคุณ

6-ได้ใช้เวลามากกับสิ่งน้อยสิ่ง

บนเกาะพยามมีอ่าว 2 อ่าว คืออ่าวใหญ่และอ่าวเขาควาย ทั้งสองอ่าวซึ่งมีลักษณะเป็นหาดทรายยาวเหยียดนี้เรียกเป็นที่พักผ่อนจะเหมาะกว่าที่ท่องเที่ยว เพราะคนมาเกาะนี้ส่วนใหญ่จะพักผ่อนริมหาด เดินเล่น นั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสือ มากกว่าโดดลงทะเลไปโต้คลื่น และเพราะที่เที่ยวบนเกาะไม่ได้มีมาก ความกังวลว่าจะเที่ยวได้ไม่ครบทุกที่จึงถูกทิ้งไป เราเลยมีเวลามากกับสิ่งน้อยสิ่งบนเกาะนี้

7-สุขอย่างช้า ๆ

เมื่อมีสิ่งน้อยสิ่งให้ทำ เวลาที่มีให้แต่ละสิ่งมากขึ้น ดวงตาเราจึงอาจเห็นอะไรมากกว่าที่เคยเห็น หัวใจเราอาจสัมผัสอะไรได้มากกว่าที่เคยสัมผัส หูเราอาจเปลี่ยนจากการฟังเฉยๆ มาเป็นได้ยิน ลองมองบนพื้นทราย เราเห็นสิ่งมีชีวิตอะไรบ้าง เงี่ยหูฟัง ได้ยินเสียงนกอะไรร่ำร้องไหม แหงนมองท้องฟ้ายามดึก ดวงดาวจินตนาการอะไรแด่คุณ ที่นี่เราละเลียดความสุขได้ เพราะไม่มีอะไรต้องรีบร้อน

ถ้าเปรียบเกาะเป็นสาวสวย เกาะพยามคงเป็นสาวสวยน้อยหน่อย แต่มีความเป็นธรรมชาติ เป็นกันเอง เกาะที่สวยเลิศย่อมเป็นที่หมายปองของผู้คนมากมาย จนอาจมากเกินไปสำหรับเรา พอเปลี่ยนใจมาเกาะพยาม เราเลยพบความสวยน้อยหน่อยแต่แสนงาม

>> การเดินทางไปเกาะพยาม :

ลงเรือที่ท่าเรือเทียบเทศบาลตำบลปากน้ำ (ท่าเรือเกาะพยาม) หลังโรงพักปากน้ำ มีเรือเมล์และสปีดโบ๊ตให้เลือกเรือเมล์ ค่าเรือคนละ 150 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1-2 ชั่วโมง ออกเวลา 09.00 น. กับ 14.00 น. สปีดโบ๊ต ค่าเรือคนละ 350 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง ออกเวลา 09.00 น. 13.30 น. ควรไปถึงท่าเรือก่อนเวลาเรือออกครึ่งชั่วโมง สำรองที่นั่ง โทร. 08-9727-9876

>> ยานพาหนะส่วนใหญ่ที่ใช้เดินบนเกาะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งมีทั้งรับจ้างและบริการให้เช่า ตามร้านเช่ามอเตอร์ไซค์มีแผนที่แสดงเส้นทางและที่เที่ยวให้ศึกษาด้วย <<

สถานที่ท่องเที่ยว ทำบุญวัดเก่าแก่พิษณุโลก

สถานที่ท่องเที่ยวทำบุญวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารหรือชื่อเดิมคือวัดใหญ่ตามประวัติศาสตร์นั้นได้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย ราว พ.ศ.1800 เป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัยแท้ แต่ก็ได้มีการบูรณซ่อมแซมบูรณะมาอย่างต่อเนื่องในหลายสมัยศิลปะจึงกลายเป็นแบบผสมกันระหว่างสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และยุคปัจจุบัน

ใจกลางของวัดนั้นเป็นพระปรางค์ประธานซึ่งได้ถูกสร้างในสมัยของพระยาลิไทเพื่อเป็นหลักของวัด และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อก่อสร้างครั้งแรกนั้นพระปรางค์ประธานมีลักษณะเป็นบัวตูมตามสถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย แต่ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นไป ได้โปรดให้บูรณะพระปรางค์โดยดัดแปลงพระเจดีย์ ได้ให้เป็นรูปแบบพระปรางค์แบบขอมอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

ด้านหลังของวิหารเราจะเห็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติสูง 18 ศอกคือ พระอัฏฐารส ซึ่งเดิมนั้นถูกสร้างขึ้นให้อยู่ในพระวิหารใหญ่ แต่ภายหลังวิหารได้พังทลายลงจึงเห็นพระอัฏฐารสยืนปางห้ามญาติอยู่ภายนอกอย่างที่เห็นในรูปภาพ

ภายในพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธชินราช เป็นพระปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ที่ซึ่งถือว่าเป็นงดงามที่สุดในประเทศไทย เป็นที่สักการระของชาวเมืองพิษณุโลก ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาชมและสักการบูชาพระพุทธชินราชเป็นจำนวนมาก และประมาณปลายเดือนมกราคมของทุกปี จะมีงานนมัสการพระพุทธชินราชในวันขึ้น 6 ค่ำ ถึงวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 เรียกว่า งานวัดใหญ่

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้เข้าไปสักการะพระพุทธชินราชที่ด้านในสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้แล้วท่านที่ต้องการทำนายดวงชะตาภายในวิหารทางซ้ายมือจะมีพระบรมรูป สมเด็จพระสุพรรณกัลยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ซึ่งประชาชนที่ใหว้สักการะพระพุทธชินราชแล้ว ก็จะมากราบไหว้ขอพรจากพระบรมรูป พร้อมทั้งยกช้างเสี่ยงทาย โดยการเสี่ยงทายจะสมหวังตามที่เราอธิฐานนั้นครั้งแรกจะต้องยกช้างขึ้นอย่างง่ายดายและครั้งที่สองยกช้างตัวเดียวกันวิธีเดียวกันถ้าคำอธิฐานเป็นจริงต่อให้ยกสุดแรงเกิดก็ไม่มีทางยกขึ้นได้ เรื่องเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและศรัทธาซึ่งตัวผมเองได้พิสูจน์มากับตัวเองแล้วว่าไม่น่าเชื่อว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่จริ

เที่ยว ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ อ.นาแห้ว จ.เลย

วัดศรีโพธิ์ชัย (แสงภา) ก่อสร้างขึ้นราว 400 ปี ผ่านมา การแห่ต้นดอกไม้ นั้น เริ่มมีการแห่มาตั้งแต่ก่อสร้างวัดแล้วเสร็จเป็นต้นมา จวบจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 400 ปี แล้ว โดยแรกเริ่มเดิมทีนั้นเกิดจากความเชื่อว่าการนำดอกไม้มาบูชาพระ ในวันสงกรานต์ ซึ่งชาวไทยถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ นั้น การบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ถือว่า เป็นสิ่งอันเป็นมงคล เริ่มจากการเก็บดอกไม้ ที่มีดอกไม้สดที่จากเป็นดอก ก็กลายมาเป็นช่อ และพัฒนามาเป็นพานพุ่มพานบายศรีขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ และได้พัฒนาไปจนถึงการทำโครงสร้างด้วยไม้ไผ่ เป็นพานพุ่มขนาดเล็ก ใช้มือถือทำคนเดียว ต่อมาก็เริ่มใหญ่ขึ้นต้องใช้คนหาม 4 คน และจนถึงต้นดอกไม้ขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้คนหาม 6 คน, 8 คน และ 10 คน ตามลำดับ

ชาวบ้านมีความเชื่อว่า การที่ได้นำดอกไม้มาบูชาพระรัตนตรัย นั้น จะทำให้อยู่ดีมีสุขฝนตกต้องตามฤดูกาล ให้เรือสวนไร่นาอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองมีความร่มเย็นเป็นสุขปราศจากโรค ภัย ไข้ เจ็บ วัว ควาย สัตว์เลี้ยงต่างๆ ขยายดอกออกผลสมบูรณ์ เกิดเป็นศิริมงคลแก่ทั้งตนเอง ญาติๆ และชาวบ้านคนอื่นๆ

เทศกาลแห่ต้นดอกไม้มีการแห่ทุกปี เริ่มจากวันสรงน้ำพระพุทธรูป (ช่วงวันสงกรานต์) เริ่มจากวันที่ 13 เมษายน โดยหลักปฏิบัติแต่ปัจจุบันนี้จะเริ่มแห่ตั้งแต่วันที่ 14-15-16 เมษายน ติดต่อกัน และจะมีการแห่ต้นดอกไม้ทุกคืนวันพระ ตลอดเดือนเมษายน ของทุกปี การแห่ต้นดอกไม้ของชาวตำบลแสงภา ต้องแห่ตอนกลางคืน ราว 1 ทุ่ม – 3 ทุ่ม และต้องมาแห่ที่วัดรอบพระอุโบสถเท่านั้น โดยต้องแห่ให้ครบสามรอบ โดยรอบที่ 1 แห่เพื่อบูชาพระพุทธ รอบที่ 2 เพื่อบูชาพระธรรม และรอบที่ 3 เพื่อบูชาพระสงฆ์ เมื่อทำการแห่จนครบสามรอบแล้ว ต้องวางต้นดอกไม้ทุกต้นไว้รอบพระอุโบสถ เพื่อบูชาพระรัตนตรัยตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าชาวบ้านจะช่วยกันนำต้นดอกไม้ออกจากวัด ถ้าต้นไหนยังแข็งแรง ไม่เสียรูปทรง สามารถที่จะนำมาเปลี่ยนดอกไม้ใหม่ แล้วนำไปแห่ในคืนต่อไปได้อีก

การแห่ต้นดอกไม้นั้น ผู้หามต้องโยกประกอบจังหวะให้ต้นดอกไม้หมุนซ้าย ขวา ตามจังหวะเสียงกลอง ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ ที่บรรเลงประกอบจนกว่าจะครบ 3 รอบ และภายในต้นดอกไม้นั้นจะต้องติดเทียนไข และจุดไฟเพื่อให้เกิดแสงสว่างด้วยทุกต้น

ต้นดอกไม้ทุกต้น โครงสร้างจะประกอบด้วยไม้ไผ่ทั้งหมด ชาวบ้านจะไม่ใช้ลวด ตะปู มาผูกหรือตอก เพื่อทำโครงสร้าง โดยโครงสร้างที่สำคัญมีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่น คือ

1. คาน (ฐานรากใช้หาม)

2. ขาธนู (ส่วนยึดคาน)

3. ง่าม (เสาของต้นดอกไม้)

4. พ่ง (ตัวรัดมุมขนาด)

5. ดวด (ส่วนรัดลำต้น)

6. แกนกลาง (แกนค้ำยัน)

7. ลี้ก (ระแนงสานลำต้น)

8. คันกล่อง (ส่วนประกอบสำหรับร้อยมาลัย)

9. แมงมุม (ส่วนประกอบยอดสูงสุด)

ต้นดอกไม้ จะเป็นต้นเล็กหรือต้นใหญ่ จะต้องมีส่วนประกอบหลักทั้ง 9 อย่าง นี้เสมอ การทำต้นดอกไม้ นั้น จะต้องให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว เริ่มจากตอนเช้ามืด ชาวบ้านจะร่วมกันไปตัดไม้ไผ่ที่มีอยู่ตามหัวไร่ปลายนา หรือบนภูเขา และนำกลับมาในหมู่บ้าน หลังจากนั้นชาวบ้านจะช่วยกันประกอบโครงของต้นดอกไม้ เรียกว่า ฝ่ายทำต้น ส่วนอีกฝ่ายก็จะหาเก็บดอกไม้ที่มีตามฤดูกาล รอบๆ บริเวณหมู่บ้านหรือชุมชน แต่จะต้องเป็นดอกไม้สดเท่านั้น จะไม่นิยมนำดอกไม้เทียมหรือดอกไม้ประดิษฐ์ มาประดับทำต้นดอกไม้ เมื่อต้นดอกไม้เสร็จแล้ว ชาวบ้านจะช่วยกันนำต้นดอกไม้ไปรวมกันที่วัดเพื่อรอเวลาแห่ในช่วงค่ำ

ก่อนที่จะถึงเวลาแห่ทางวัดจะตีกลองหลวง (กลองเพล) เพื่อเป็นสัญญาณให้คนในชุมชนรู้ว่าใกล้เวลาที่จะถึงกำหนดแห่แล้ว ทุกคนจะไปรวมกันที่วัด โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ฝ่าย โดยฝ่ายที่ 1 เรียกว่า “ฝ่ายหามต้นดอกไม้” ฝ่ายที่ 2 เรียกว่า “ฝ่ายตีกลอง ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ แคน พิณ ” และ ฝ่ายที่ 3 เรียกว่า “ฝ่ายแห่ต้นดอกไม้นำหน้า” โดยจะมีขบวนกลองให้จังหวะ และตามด้วยผู้แห่

โดยปกติแล้ว การแห่ต้นดอกไม้ในเทศกาลสงกรานต์ นั้น จะทำกันเกือบทุกวัดในจังหวัดเลย และทุกวัดจะมีความเชื่อที่คล้ายคลึงกัน แต่ต้นดอกไม้ของตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย นั้น จะมีลักษณะเด่นกว่าทุกวัด คือ มีขนาดต้นใหญ่และสูงกว่าทุกวัด การแห่ต้องโยกให้หมุนตามจังหวะกลองอย่างสวยงาม และสนุกสนาน ต้นดอกไม้วัดศรีโพธิ์ชัยแสงภา นั้น ต้นใหญ่ที่สุดมีความกว้างถึง 3 เมตร และสูงถึง 15 เมตร โดยใช้ไม้ไผ่ประกอบเป็นโครงสร้างตั้งแต่ 10-40 ลำ แล้วแต่ขนาด ซึ่งที่วัดอื่นๆ จะมีขนาดที่เล็กกว่า ส่วนใหญ่ความกว้างไม่เกิน 1 เมตร และสูงไม่เกิน 3 เมตรช่วงเวลาจัดงาน (เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว) วันที่ 14 เมษายน ของทุกปี

“สแกรดินสกีบัค” หนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดในยุโรป

หากคุณเป็นอีกคนที่มีโอกาสมาเยือนยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ขอแนะนำว่าคุณต้องไม่พลาดไปเยือน “เมืองจาจ์ส” (Jajce) คืออีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่ถูกกล่าวถึงในสัญลักษณ์ ของเมืองที่ตั้งอยู่เหนือน้ำตกที่สวยงาม โดยตัวเมืองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเซนทรัลบอสเนีย รัฐในการปกครองของ”ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา” (Bosnia and Herzegovina) ถูก สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 14 แต่เดิมเป็นสาธารณรัฐหนึ่งในหกแห่งของยูโกสลาเวียเดิม ได้รับเอกราชในสงครามยูโกสลาเวียในช่วงทศวรรษ 90 “น้ำตกจาจ์ส” (Jajce Waterfall) คือสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมืองจาจ์ส เป็นน้ำตกที่อยู่ระหว่างจุดบรรจบของแม้น้ำสองสายคือ แม่น้ำพลิวา (Pliva River ) และแม่น้ำวรีบาส (Vrbas river) โดยน้ำตกมีความสูงประมาณ 30 เมตร แต่ทว่าในช่วงสงครามบอสเนีย (Bosnian war) พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกน้ำท่วมรวมไปถึงการทรุดตัวของแผ่นดิน นั่นจึงทำให้ความสูงของน้ำตกลดลงเหลือ เพียง 20 เมตร ดังเช่นปัจจุบันนี้

พอเข้าสู้ช่วงหน้าร้อนอากาศก็ร้อนแสนร้อนจนหลายคนอยากหนีร้อนไปเที่ยวทะเลหรือไม่ก็น้ำตก แต่จะเที่ยวน้ำตกที่ไหนึงคจะดับร้อนเท่ากับ การไปสัมผัสสายน้ำเย็นๆที่ “สแกรดินสกีบัค” (Skradinski Buk) หนึ่งในสองน้ำตกหลักของกลุ่ม “น้ำตกครักคา” (Krka Falls) กลุ่มน้ำตกในอุทยานแห่งชาติครักคา (Krka National Park)

อุทยานแห่งชาติครักคา เป็นอุทยานแห่งชาติที่ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในปี 1985 เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติของโครเอเชียที่ตั้งชื่อตามแม่น้ำครึกคา (Krka River) และอยู่ห่างจาก เมืองชีเบนิค (Sibenik) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

น้ำตกสแกรดินสกีบัค เป็นน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 37.5 เมตร เป็นน้ำตกที่มีน้ำใสมากอีกทั้งยังมีสระว่ายน้ำ ธรรมชาติที่สามารถลงเล่นน้ำ รวมไปถึงพายเรือเล่นได้อย่างสบายๆ ด้วยความเป็นธรรมชาติและความสวยงามของน้ำตกจึงทำให้น้ำตกแห่งนี้เป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดในยุโรป

เป็นน้ำตกที่ประกอบด้วยน้ำตกสามแห่งที่แยกออกจากกัน คือ น้ำตกเกือกม้า (Horseshoe Falls บางครั้งก็เรียก น้ำตกแคนาดา) สูง 158 ฟุต, น้ำตกอเมริกา ( American Falls) สูง 167 ฟุต, และน้ำตกขนาดเล็กกว่าที่อยู่ติดกัน คือน้ำตก Bridal Veil ดังนั้นทราเวลไทยซ่าส์จึงขอนะเสนอมุมยอดฮิต!ของน้ำตกไนแองการ่า ที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนแล้วว่าสวย!สุดๆ!แล้วค่ะ

เที่ยวมหาสงกรานต์ สมโภชสรงน้ำหลวงพ่อพระใส

ประเพณีสงกรานต์สืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ” ประเพณีตรุษสงกรานต์ ” หมายถึง ประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ สงกรานต์ตามคตินิยมโบราณ นิยมสรงน้ำพระและผู้อาวุโสอันเป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญู เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต ซึ่ง 1 ใน 12 จังหวัด ที่มีเอกลักษณ์พิเศษ การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ได้สนับสนุนให้ จังหวัดหนองคาย มีกิจกรรมมหาสงกรานต์ของไทย

โดยมี นาย วิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดงานแถลงข่าว ” มหาสงกรานต์ อีสานหนองคาย สมโภชสรงน้ำหลวงพ่อพระใส ประจำปี 2556 ” ณ บริเวณวัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคายมีความสำคัญเป็นที่ติดต่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน มีขนบธรรมเนียมประเพณี และ วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งนี้เป็นเพราะชาวหนองคาย ได้ยึดถือให้งานประเพณีสงกรานต์ เป็นงานประเพณีที่สำคัญของ ชาวหนองคายมาโดยตลอด และสร้างความประทับใจต่อผู้มาร่วมงานจากต่างถิ่นเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิธีการอัญเชิญหลวงพ่อพระใสลงจากพระอุโบสถ มีพระธรรมมงคลรังสี เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย ตลอดจนข้าราชการพ่อค้าประชาชน ร่วมกันประกอบพิธีอัญเชิญองค์หลวงพ่อพระใสออกจากพระอุโบสถ อัญเชิญองค์หลวงพ่อพระใส ประดิษฐานบนราชรถที่จัดเตรียมไว้ จัดเป็นรูปขบวนแห่รอบพระอุโบสถ 3 รอบ จากนั้นเคลื่อนขบวนแห่หลวงพ่อพระใส ตามด้วยขบวนแห่ของหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนขบวนแห่พระพุทธรูปของชุมชน และแห่รอบเมืองเพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำ

อันเป็นสิริมงคลยิ่งในช่วงปีใหม่ไทย อัญเชิญหลวงพ่อพระใสขึ้นประดิษฐานบนแท่นประรำพิธี ณ ศาลารับเสด็จเสร็จแล้วสรงน้ำปิดทอง พระสงฆ์ 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ประกอบพิธีเวียนเทียนสมโภชน์องค์หลวงพ่อพระใสและ ในปีนี้หน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกำหนดจัดงานในเขตเทศบาลเมืองหนองคายระหว่างวันที่ 6-18 เมษายน 2556 รวมไปถึงวัดโพธิ์ชัย ก็มีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมอุโมงค์น้ำ ณ บริเวณถนนเจนจบทิศ , ลานน้ำพุพญานาค , โรงเรียนเทศบาล 4 ฉลองรัตน์ , ถนนประจักษ์ฯและบริเวณวัดโพธิ์ชัย , การแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลชายหาด , การแข่งขันกีฬาฟุตซอล , การแข่งขันกีฬาเซปัคตะกร้อ , การแข่งขันกีฬาเปตอง ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคายและบริเวณลานน้ำพุพญานาค (หน้าอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ)

และกิจกรรมเพื่อเป็นการอนุรักษ์การบรรเลงดนตรีพื้นเมือง มีการจัดประกวดเดี่ยวพิณ-แคน (เยาวชน) พร้อมส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นสนใจการเล่นและฟังดนตรี นอกจากนี้ จังหวัดหนองคายยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษ Sand Art Festival 2013 เทศกาลประติมากรรมศิลปะทราย ครั้งที่ 1 เกิดขึ้นจาก 2 ศิลปินร่วมมือกันระหว่างศิลปินปั้นทราย (SAND SCULPTURE) อ.ชนาธิป ชื่นบำรุง ศิลปินผู้ได้สร้างสรรค์ประติมากรรมทราย ระดับประเทศมาแล้วมากมาย ร่วมกับ อ.สมพงษ์ ลีระศิริ ศิลปินวาดทราย ( SAND ARTIST) ด้วยแนวความคิดการจัดงานในลุ่มแม่น้ำโขง อารยธรรมของลุ่มแม่น้ำที่สืบต่อวัฒนธรรมอันยาวนาน

และสายน้ำการดำเนินชีวิตของชุมชนคนเมืองหนองคาย ความเชื่อขนมประเพณีที่งดงามของเมืองหนองคาย จึงเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ศิลปะและตำนานที่มียาวนาน ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวผ่านเม็ดทราย ” ตำนานหนองคายเมืองแห่งสายน้ำ ” จึงเลือกพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง ” หาดจอมมณี ” หรือ ที่คนในจังหวัดขนานนามว่า ” พัทยาอีสาน ” บนพื้นที่หาดมีเนื้อทรายที่ดีเยี่ยมในการสร้างสรรค์งานศิลปะ และเพื่อแลกเปลี่ยนถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านศิลปะกับคนในชุมชน โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชน ร่วมกันสร้างสรรค์งานประติมากรรมและวาดทราย เน้นที่การผสมผสานแนวความคิดสร้างสรรค์กับเรื่องราวของวัฒนธรรมชุมชนคนหนองคาย ความเชื่อศรัทธา สายน้ำโขง และคาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในเรื่องการท่องเที่ยวของจังหวัดและการเรียนรู้ด้านศิลปะที่เข้าถึงชุมชน

นักท่องเที่ยวจะได้พบกับความยิ่งใหญ่ตระการตากับประติมากรรมทรายตำนานเมืองหนองคาย โดยศิลปินปั้นทราย ผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับระดับประเทศ และที่สุดแห่งความอลังการของการวาดทรายที่ถูกนำมาสร้างสรรค์ด้วยงานศิลปะ งานนี้ชมฟรีพื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ในรูปแบบเทศกาลศิลปะทรายริมแม่น้ำโขงครั้งแรกในประเทศไทย ครั้งแรกในภาคอีสานและมีที่เดียวยิ่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดหนองคาย

เที่ยวภูฏาน พิชิต!รังเสือ เหนือความสูง 3,120 เมตร

 

ภูฏาน (Bhutan) ประเทศเล็กๆที่มีความหมายว่า “แผ่นดินบนที่สูง” เป็น “ดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า”ที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยระหว่างประเทศอินเดียกับจีน นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเที่ยวภูฏานต่างก็ยอมรับว่า “ภูฏานเป็นประเทศที่น่าอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก” และถ้ามาเที่ยวภูฏานแล้วต้องไม่พลาดอาหารประจำชาติ นั่นคือ เอมมา ดัทซี่ (Ema datshi) ซึ่งประกอบด้วยพริกสดกับซอสเนยต้มกับหัวไชเท้ามันหมูและหนังหมู แต่จะอร่อยเท่าอาหารประจำชาติของ เรานั้นตรงนี้แล้วแต่ความชอบนะคะ

หลังจากที่ตื่นเต้นและลุ้นระทึกไปกับการนั่งน้องดรุ๊กแอร์สายการบินประจำภูฏานที่พาเราบินผลุบๆโผล่ๆทะลุปุยเมฆจากนั้นก็บินไปเฉียดปลายยอดเขาสัก แห่งกันมาสักพัก จุดเริ่มต้นของการตะลุย!ภูฏานก็เริ่มต้นขึ้นที่ “สนามบินพาโร” สนามบินที่ตั้งอยู่ที่เมืองพาโรซึ่งตั้งอยุ่ที่ระดับความสูง 2,200 เมตรเหนือระดับ นํ้าทะเล อ้อ!ลืมบอกไปว่าการเดินทางมาท่องเที่ยวภูฏานนั้นแบ่งออกเป็น 2 ช่วงค่ะ คือ ช่วงหน้าร้อน จะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม แต่ จะไม่ร้อนมากเหมือนเมืองไทย คืออุณหภูมิทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 20 – 25 องศา และในช่วงหน้าหนาว จะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิในช่วงเย็นและกลางคืนอาจจะติดลบได้เลยทีเดียวค่ะ

สำหรับจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในประเทศถูฏานที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยือนนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปเยือนสถานที่สำคัญๆของภูฏาน เช่น ทิมพูซอง , พู นาคาซอง เป็นป้อมปราการประจำเมืองพูนาคา สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1637 ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำโพและแม่น้ำโม ที่นี่เคยใช้เป็นเมืองหลวงในช่วงฤดูหนาว , ทาชิ โชซอง หรือ ทิมพูซอง เป็นสถาปัตยกรรมภูฏานที่งดงาม เป็นที่ทำการของรัฐบาล ประกอบด้วยคณะสงฆ์ และข้าราชการระดับสูง , ตาซอง และสุดท้ายคือ วัดทักซัง หนึ่งใน 12 วัดที่สวยที่สุดในโลก เป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศภูฏาน ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง 900 เมตร ชายเขตเมืองพาโร วัดตักซังเป็นสถานที่ แสวงบุญที่ชาวภูฏานเลื่อมใสศรัทธากันมากที่สุด

โดยไฮไลท์ที่รู้สึกว่าประทับใจมากที่สุดสำหรับทริปเที่ยวในครั้งนี้ก็คงหนีไม่พ้นการไปร่วมงาน “เทศกาลหน้ากาก” ณ รินปูซอง ซึ่งจะถูกจัดขึ้นในช่วง ประมาณปลายเดือนมีนาคมของทุกๆปี ในงานนี้คนภูฏานดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหนุ่มๆสาวๆที่จะแข่งกันแต่งสวยแต่งหล่อมาอวดโฉมกัน บางคน ก็จะอาศัยโอกาสนี้ในการมองหาคู่อีกด้วยค่ะ นอกจากนี้แล้วภายในงานยังจะมีการเชิญทังกาผ้าไหมขนาดใหญ่ที่ปักเย็บเป็นลวดลาย “ท่านกูรู รินปูเช” ออก มาให้ประชาชนได้นมัสการกันอีกด้วยค่ะ

สุดท้ายเดินทางไปพิสูจน์ความฟิต!และแรงศรัทธากันที่”วัดทักซัง”สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญกับประเทศภูฏานดังที่กล่าวเอาไว้ข้างต้น เพราะถ้าจะเดินทางไปวัดทักซังก็ต้องตื่นแต่เช้ามากๆ เพราะถ้าออกสายอาจไม่มีเวลาได้ซึมซับกับธรรมชาติสวยๆอย่างเต็มที่นัก สำหรับการเดินขึ้นไปวัดทัก ซังนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เพราะคุณต้องเดินขึ้นไปเท่านั้นค่ะ แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ไหวกันนะคะ ไม่อย่างงั้นเดี๋ยวอาย…อากง&อาม่าที่เดินคุย แบบชิลล์เหมือนไม่รู้สึกเหนื่อยกันซะเลย แต่ถ้าไม่ไหวก็ต้องท่องไว้ว่าศรัทธาๆ…อีกครึ่งทางก็จะเจอที่น้ำชากับขนมหวานๆ…หุๆ เพราะถ้าจะวัดระดับความ ยากของการขึ้นวัดทักซังนั้น ขอบอกว่าคนที่เคยผ่านภูกระดึงบ้านเรามาแล้วไหว!แน่นอนค่ะ

หลังจากที่เดินลัดเลาะสลับกับการไต่ระดับความสูงกันมาสักระยะเราก็มาถึงวัดทักซังกันซะที ขอบอกก่อนนะคะว่าในช่วงใกล้ๆเที่ยวไปจนถึงบ่ายทางวัดจะปิด ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัด ต้องหลังจากบ่ายกว่าๆไปแล้ววัดถึงจะเปิดให้เข้าชมอีกครั้ง ดังนั้นการออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้าๆจะได้เปรียบกว่าคนที่ออกสาย ไม่เช่นนั้นก็ต้องรอจนบ่ายถึงจะได้เข้าชมค่ะ

เที่ยวทักทายขุนเขา หยอกล้อสายหมอกแม่เมย ณ เมืองตาก

       เมื่อเอ่ยถึง “จังหวัดตาก” หลายคนคงนึกถึงสถานท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความหลากหลาย ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ อากาศที่หนาวเย็น ดอกไม้เมืองหนาว ภูเขาสูง แต่วันนี้กระปุกท่องเที่ยวจะพาเพื่อน ๆ ไปชมอีกหนึ่งความงดงามของที่นี่  นั่นก็คือ อุทยานแห่งชาติแม่เมย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ผ่านบันทึกการเดินทางพร้อมภาพถ่ายแจ่ม ๆ ของ คุณ ชานมชงเอง สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม กันจ้า อ๊ะ ๆ แต่ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับ อุทยานแห่งชาติแม่เมย ซะหน่อย …

อุทยานแห่งชาติแม่เมย ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณ ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ป่าท่าสองยาง ในท้องที่ตำบลแม่สอง และตำบลแม่อุสุ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 115,800 ไร่ หรือ 185.28 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีที่ราบน้อย โดยมีความสูงเฉลี่ย 680 เมตร จากระดับน้ำทะเล จุดสูงสุด 1,250 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีพื้นที่ติดต่อกับชายแดนพม่า และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น น้ำตกผาเทวะ, ทุ่งหญ้านิรนาม, น้ำตกแม่สลิดน้อย และถ้ำแม่อุสุ ฯลฯ นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติแม่เมย ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ซึ่งใช้เวลาเดินประมาณ 6 ชั่วโมง ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง โดยสามารถติดต่อล่วงหน้าที่อุทยานฯ ได้ อย่างไรก็ตาม อุทยานแห่งชาติแม่เมย กำลังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและอยากเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศเย็น ๆ

การเดินทาง : จากตัวเมืองตากไปตามเส้นทางสายแม่สอด-แม่ระมาด-ท่าสองยาง ทางหลวงหมายเลข 105 ระยะทางประมาณ 114 กิโลเมตร มีทางแยกขวามือที่จุดตรวจแม่สลิดเป็นทางที่ตัดไปสู่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นทางขึ้นเขาไปอีกประมาณ 11 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานฯ ทางขึ้นเขาเป็นทางชันรถบัสใหญ่ไม่สามารถขึ้นไปได้ (หมายเหตุเส้นทางหลวงหมายเลข 105 ช่วงแม่สอด-แม่ระมาด-ท่าสองยางเป็นเส้นทางเลียบชายแดน จึงไม่แนะนำให้เดินทางผ่านหลังเวลา 18.00 น.)

อัตราค่าบริการ : สำหรับชาวไทย เด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาท ส่วนชาวต่างชาติ เด็ก 100 บาท ผู้ใหญ่ 200 บาท รถยนต์ 4 ล้อ 30 บาท (ไม่รวมคนขับ)

สถานที่พัก : ทางอุทยานฯ มีบริการบ้านพัก จำนวน 3 หลัง ราคา 1,000 บาท หากต้องการให้อุทยานฯ บริการด้านอาหารต้องแจ้งล่วงหน้า ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติแม่เมย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก 63150 โทรศัพท์ 0 5551 9644-45 หรือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บางเขน กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0 2562 0760 และเว็บไซต์ www.dnp.go.th

ย้อนวันวาน ณ ซืนวาน

ย้อนวันวาน ณ ซืนวาน

อุบลราชธานี…ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดหนึ่งที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย เช่น ผาแต้ม ดงป่านาทาม เสาเฉลียง น้ำตกลงรู แก่งตะนะ ช่องเม็ก แม่น้ำสองสี เขื่อนปากมูล และอีกหลายสถานที่ที่มีชื่อเสียง แต่วันนี้กระปุกท่องเที่ยวมีอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ มาแนะนำ สำหรับผู้ที่ชอบเที่ยวสไตล์ย้อนอดีต นั่นก็คือ ซืนวาน นั่นแน่! เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่า ซืนวาน คืออะไร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบไหน เพราะฉะนั้น เราเลยขออาสาเป็นไกด์พาเพื่อน ๆ ไปอินไซด์ “ซืนวาน” กันจ้า พร้อมแล้วก็ตามมาเลย  คำว่า “ซืนวาน” เป็นการสลับคำกับคำว่า “วานซืน” หมายถึง วันที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งเป็นคำท้องถิ่นของภาคอีสาน ที่นำมาใช้ตั้งชื่อสถานที่ท่องเทียวแห่งนี้ เพื่อให้จดจำได้ง่ายและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยสื่อความหมายไปถึงยุคเก่าก่อน แถมได้ผสานกับความใหม่ร่วมสมัย พร้อมกลิ่นอายของวัฒนธรรมของคนอีสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว  ซึ่ง ซืนวาน มีที่มาจากการบอกเล่าเรื่องราวของคุณพ่อคุณแม่ถึงความหลัง เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนด้วยการนำข้าวของเครื่องใช้มาประกอบเรื่องราว แนวคิดย้อนความหลังอันแสนหวาน จึงเป็นที่มาของ Community Mall แห่งใหม่ในจังหวัดอุบลราชธานี ที่เรียกว่า “ซืนวาน” ซืนวาน หรือ ตลาดซืนวาน ตั้งอยู่ถนนสถลมาร์ค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ 5 ไร่เศษ ประกอบด้วยอาคารไม้ชั้นเดียวสีน้ำตาลเข้ม ที่ชวนให้หวนระลึกถึงบ้านหลังเก่าอันอบอุ่น เสริมเติมแต่งด้วยสิ่งคุ้นเคยเมื่อวันวาน โดยการนำข้าวของเครื่องใช้ในอดีต เช่น ผ้าขาวม้า กระติบข้าวเหนียว หรือเอกลักษณ์อื่น ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์รวมถึงวิถีชีวิตของชาวอุบลฯ มาประกอบเรื่องราว ภายใต้บรรยากาศต้นไม้และดอกไม้ ที่ร่มรื่น รวมทั้งร้านค้าต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟสด โซนร้านอาหาร โซนขายเสื้อผ้า ขายของที่ระลึก ที่มีให้ได้เลือกชมและเลือกชิมกันอย่างเพลิดเพลิน สำหรับใครที่สนใจหรือมีโอกาสแวะเวียนเที่ยวที่จังหวัดอุบลราชธานี ก็สามารถเดินทางไปเที่ยว “ซืนวาน” ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น.- 20.00 น. โดยติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของซืนวานได้ที่  http://www.facebook.com/zuenwan