แหลมสน

แรกก้าวออกไปบนชายหาด ฉันคล้ายก้าวออกไปพบโลกกว้าง ผืนทรายทอดยาวจรดภูเขาและโค้งขอบฟ้า ห้วงน้ำสีครามดูราวโลกอีกใบ ค่อย ๆ ปูลาด ราบเรียบ แลลับสายตา ดวงตะวันเคลื่อนคล้อย เหยี่ยวแดงบินร่อน ทิวสนเอนไหว ขณะเรือลำน้อยกำลังบ่ายหน้าห่างจากฝั่ง

มรสุมใกล้มาแล้ว” ชายผิวกร้านแดดลมเอ่ย มือหยาบใหญ่ถักทอตาข่ายอวนดูแข็งแกร่งทว่านุ่มนวลราวมือจิตรกร เราพบหมู่บ้านเล็ก ๆ นี้ก่อนแสงสุดท้ายจะลับหาย เรือนไม้เจ็ดแปดหลังสร้างหลบคลื่นลมอยู่หลังภูเขา เขตอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เรื่องเล่าพาเราย้อนกลับไป นับร้อยปีแล้วที่ครอบครัวหนึ่งลงรากฝากชีวิตในอ่าวเล็ก ๆ นี้ นอกจากปูปลาอุดมสมบูรณ์ ความที่ชุกชุมด้วยเคย-สินธุ์ทะเลอันเป็นที่มาของกะปิรสชาติดี ที่นี่จึงได้ชื่อว่า บ้านอ่าวเคย

“เราทำประมงตั้งแต่รุ่นปู่ย่า เราฝากชีวิตไว้กับทะเล” ชายผิวกร้านแดดลมบอก น้ำเสียงฟังคล้ายแข็งกระด้าง ทว่าชัดเจนและเต็มเปี่ยมด้วยความหมาย

ในโลกยุคนี้คงมีน้อยนักที่จะฝากชีวิตไว้กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด ในสังคมที่แข่งกันคล้ายเล่นพนันขันต่อ การมอบหัวใจก็เหมือนแขวนตนเองไว้บนโยงใยอันเปราะบาง เช่นเดียวกับพวกเขา เมื่อโลกถูกปรับเปลี่ยน ผืนดินและภูเขารอบ ๆ บ้านถูกประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ บางสิ่งย่อมกระทบวิถีที่ดำเนินมาเนิ่นนาน

“แต่ก่อนจะต่อเรือใหม่ ตะเคียนชาต้นเดียวก็เหลือพอ” ชายชาวเลบอกแล้วก็ถอนหายใจ ตะเคียนชาที่ว่าคือไม้ยืนต้นบนภูเขา ตัวเรือนั้นมีอายุใช้งานราว 30 ปี ล้มไม้ลงแล้วก็เติบใหญ่พอดีสำหรับต่อเรือลำใหม่ คนรุ่นปู่ย่าดำเนินวิถีมาแบบนี้ ทว่าในรุ่นพวกเขา เรือลำใหม่คือเงินที่ต้องจ่ายจำนวนร่วมแสน

ดวงตะวันเริ่มคล้อย เสียงทิวสนต้องลมดังคล้ายฝนโปรยละออง ผมก้าวออกไปที่ชายหาด มิตรใหม่วัยไล่เลี่ยกันแบกสัมภาระลงไปเรือหัวโทงลำไม่ใหญ่นัก อาจยากเย็นเมื่อต้องเผชิญพายุร้าย ทว่ารอยยิ้มกลับปรากฏบนใบหน้าของพวกเขา

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ชายหนุ่มบอกขณะบ่ายหัวเรือออกจากฝั่ง เกลียวคลื่นค่อย ๆ กลืนกลบผืนทราย เสียงอาซานจากมัสยิดกังวานแว่วมา อีกไม่นานจะถึงเวลาละหมาด โมงยามที่พวกเขาจะได้ใกล้ชิดองค์อัลลอฮฺ ได้สำรวจตรวจตราและขัดเกลาจิตใจของตน ณ ที่หนึ่งที่ใด อาจเป็นชายหาดบนเกาะเล็ก ๆ หรือบนเรือลำน้อยผ้าสะอาดจะวางปูลงไป เสียงสวดมนต์จะแว่วยินพร้อม ๆ กับเสียงเกลียวคลื่นซอนซบผืนทรายและเสียงเต้นอันเยือกเย็นของหัวใจ

สายลมตะวันออก

นกออกตัวนั้นสบายปีกกว้างบินร่อนมุ่งทิศตะวันตก คล้ายว่าเราบ่ายหัวเรือตามมันไป เบื้องหน้านั้นปรากฏเกาะค้างคาว จุดหมายแรกที่ “บังอิบ” จะพาเราไปเยี่ยมเยือน นึกย้อนคืนวันกว่า 3 ปีแล้ว ที่ผมไปเยือนที่นั่นพร้อมมิตรสหายแม้จะด้วยการงานพาไป ทว่าชายหาดอันสงบงามก็ทำให้เรามีความทรงจำดี ๆ กลับมาไม่น้อย จากแหลมสนชายฝั่งเขตรอยต่ออำเภอกะเปอร์และสุขสำราญ บังอิบพาเราฝ่าคลื่นลมมายังทิศตะวันตกขณะพายุตั้งเค้าแล้วบนผืนแผ่นดินใหญ่

“ที่เราเรียกว่านกออก เพราะมันจะมาพร้อมลมมรสุมตะวันออก” ชายผิวกร้านแดดลมบอกผมเช่นนั้น เพียงนกออกหายลับไปกับขอบฟ้า ฝนระลอกแรกก็ตามเรามาถึงเกาะค้างคาว ต้นหูกวางทะเลบนชายหาดคือร่มเงากำบังลมฝน จนตะวันบ่ายคล้อย แดดอุ่นก็ค่อย ๆ ส่องฉายอาบไล้ชายหาดหน้าเกาะ ซึ่งไร้รอยเท้าใด ๆ ราวผิวนวลเนียนของหญิงวัยแรกสาว

ไม่รู้อย่างไร ผมขอมิตรร่วมทางไม่ให้เหยียบย่ำผืนทรายมากเกินควร ขณะอีกด้านนั้นเป็นหาดกรวด ดารดาษด้วยกรวดหินกลมมนมันเลื่อมราวกับใครบางคนประดิดประดอยสลักเสลา

จากเกาะค้างคาวบังอิบบ่ายเรือไปยังทิศใต้ ราวอึดใจก็เทียบชายหาดอ่าวเขาควาย เกาะกำตก เกาะนี้อีกเช่นกันที่ผมเคยมาเยือน หลังถูกคลื่นสึนามิโถมซัด ดงสนบริเวณอ่าวก็ล้มราบเป็นหน้ากลอง ในปีนั้นสนต้นใหญ่ล่อนเปลือยเหลือเพียงเนื้อซีดขาว มันถูกคลื่นชัดลงไปกองก่ายเกยทั่วชายหาด ดูไม่ต่างจากร่างไร้ลมหายใจหลังสงคราม แต่กับวันนี้…อ่าวเขาควายดูแปลกตาจนต้องทบทวนทิศเหนือและใต้ เพราะมันห่มคลุมด้วยดงสนรุ่นใหม่ ซึ่งเบียดเสียดซ่อนพรางเวิ้งอ่าวอีกด้านไว้ ทั้งซุงสนก่ายเกยก็หายสูญไปด้วย

“ทะเลนี่มีเรื่องประหลาดเยอะนะครับ” บังอิบเอ่ยแล้วก็ยิ้มไร้ความหมาย ผมพยักหน้าเห็นคล้อย ไม่เพียงดงสนจะคืนกลับมา บ่อน้ำริมชายหาดก็กลับมามีน้ำจืดใสสะอาด ยามเดินลอดเข้าไปในดงสนรอบตัวนั้นปรากฏสรรพเสียงนานา ทั้งแมลงกรีดปีกและนกหลากสีสัน มันทั้งแว่วหวาน กังวาน และสั้นกระชั้นชวนตื่นใจ เมื่อพบว่ากำลังอยู่บนเกาะห่างไกลเช่นนี้

ทักทายขุนเขา ณ เมืองตาก

เมื่อเอ่ยถึง “จังหวัดตาก” หลายคนคงนึกถึงสถานท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความหลากหลาย ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ อากาศที่หนาวเย็น ดอกไม้เมืองหนาว ภูเขาสูง แต่วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปชมอีกหนึ่งความงดงามของที่นี่  นั่นก็คือ อุทยานแห่งชาติแม่เมย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ผ่านบันทึกการเดินทางพร้อมภาพถ่ายแจ่ม ๆ ของ คุณ ชานมชงเอง สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม กันจ้า อ๊ะ ๆ แต่ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับ อุทยานแห่งชาติแม่เมย ซะหน่อย

อุทยานแห่งชาติแม่เมย ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณ ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ป่าท่าสองยาง ในท้องที่ตำบลแม่สอง และตำบลแม่อุสุ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 115,800 ไร่ หรือ 185.28 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีที่ราบน้อย โดยมีความสูงเฉลี่ย 680 เมตร จากระดับน้ำทะเล จุดสูงสุด 1,250 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีพื้นที่ติดต่อกับชายแดนพม่า และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น น้ำตกผาเทวะ, ทุ่งหญ้านิรนาม, น้ำตกแม่สลิดน้อย และถ้ำแม่อุสุ ฯลฯ นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติแม่เมย ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ซึ่งใช้เวลาเดินประมาณ 6 ชั่วโมง ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง โดยสามารถติดต่อล่วงหน้าที่อุทยานฯ ได้ อย่างไรก็ตาม อุทยานแห่งชาติแม่เมย กำลังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและอยากเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศเย็น ๆ

 

เที่ยวงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา 2556

คุณรู้กันหรือไม่ว่า เข้าพรรษาแปลว่าอะไร? “เข้าพรรษา” นั้น แปลว่า “พักฝน” หรือหมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำแม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี เรียกว่า “ปุริมพรรษา” และในปี 2556 นี้ “วันเข้าพรรษา” จะตรงกับวันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อย่างไรก็ตาม ประเพณีสำคัญอีกหนึ่งในช่วงเข้าพรรษา คือ ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา หรือที่เรียกกันว่า ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษา โดยการหล่อเทียนเข้าพรรษามีอยู่เป็นประจำทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษา พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้า-เย็น และในการนี้จะต้องมีธูป-เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับให้พระภิกษุจุดเป็นการกุศลทานอย่างหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงส์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว และตามชนบทการหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่ง มีการแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงาม โดยถือว่าเป็นงานประจำปีเลยทีเดียว ทำให้เป็นอีกหนึ่งงานที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ส่วนในปี 2556 นี้

จังหวัดอุบลราชธานี ขอเชิญเที่ยวงาน “สืบฮีตวิถีชาวอุบลฯ ยลพุทธศิลป์ถิ่นไทยดี” ในระหว่างวันที่ 1-31 กรกฎาคม 2556 ณ บริเวณทุ่งศรีเมืองและศาลาจัตุรมุข เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีกิจกรรมน่าสนใจต่าง ๆ มากมาย อาทิ กิจกรรมเยือนชุมชนคนทำเทียน สัมผัส 25 วิถีชาวอุบล ชมความงดงาม ความยิ่งใหญ่ของพิธีอัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทานและผ้าอาบน้ำฝนพระราชทาน ร่วมย้อนตำนาน 112 การแสดงชุดสุนทราพาเพลิน การแสดงจำอวดหน้าม่าน ชมการแสดงแสง เสียง ขบวนแห่เทียนภาคกลางคืน งานพาแลงประกวดนางงามเทียนพรรษา ในระหว่างวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2556 ซึ่งมีการนำเสนอ 3 วิถี คือ วิถีธรรม นิทรรศการพุทธประวัติ ไหว้ดีพระดีศรีอุบล วิถีชาวบ้าน สาธิตการทำผ้าพื้นเมือง การตำหูกสาวไหม การทำเครื่องจักสาน ปั้นดินเผา สาธิตการทำฆ้อง การทำเครื่องทองเหลือง วิถีเทียน ชมการจัดต้นดอกผึ้ง การแกะสลักเทียน ซุ้มเทียนหอม กิจกรรมวิจิตรอลังการงามล้ำเทียนพรรษา (กิจกรรมรวมเทียน) กิจกรรมสว่างไสว ฮุ่งเฮืองเมืองธรรมด้วยการรณรงค์จัดทำฮางเทียน จุดเทียนหน้าบ้าน ห้างร้าน หน่วยงานราชการ

โรงละครเอสพลานาด (Esplanade)


             

โรงละครบนชายหาดเป็นหนึ่งในศูนย์แสดงศิลปะที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เปิดตัวอย่าง เป็นทางการเมื่อ 12 ตุลาคม 2002 เดิมนั้นเปิดในปี 1943 โดยตั้งอยู่บนสวนซึ่งตอนนี้นั้นมี พื้นที่ 2.4 เฮคเตอร์ (ประมาณ 24,000 ตารางเมตร) ริมถนนคอนนอท (Connaught Drive) โดยตั้งอยู่ตรงข้ามซิตี้ ฮอลล์ (City Hall) ในปี 1985 รัฐบาลได้มีโครงการที่จะสร้างศูนย์แสดงศิลปะขึ้นในสิงคโปร์และลงความเห็นว่าเอสพลานาดนั้นเป็นสถานที่ที่เหมาะสม ที่สุด เอสพลานาดในรูปแบบเดิมจึงถูกปรับปรุงใหม่ในปี 1991 เพื่อความสวยงามของเขตซิวิค ดิสตริก (Civic District) และเพื่อเป็น ศูนย์แสดงศิลปะ ในปี 1992 ทีมงานสถาปนิกซึ่งประกอบด้วยบริษัท DP อาร์คิเทค (DP Architechs) (สิงคโปร์)และ ไมเคิล วิลฟอร์ด แอนด์ พาร์ทเนอร์ (Michael Wilford & Partners) (สหราชอาณาจักร) ได้ ถูกเลือกมาให้ออกแบบศูนย์นี้ เพื่อเป็นสัญลักษ์แห่งการเชื่อมต่ออัน ทรงคุณค่าระหว่างอดีตและปัจจุบัน

ศูนย์แสดงศิลปะแห่งนี้จึงถูก เรียกว่าเอสพลานาด – โรงละครบนหาดทราย ในปัจจุบัน สัญลักษณ์แห่งสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบเหมือนหอยเชลล์สองตัวแห่งนี้นั้นตั้งอยู่ในเขตซีวิค ดิสตริก(Civic District) ของสิงคโปร์ อยู่เคียงข้างกับอ่าวมาริน่า เบย์ที่ปากแม่น้ำสิงคโปร์ เอสพลานาดนั้นประกอบไปด้วยห้องแสดงขนาดใหญ่สองห้อง คือห้องแสดงคอนเสิร์ตขนาด 2,000 ที่นั่ง และขนาด 1,600 ที่นั่ง และมีสตูดิโอขนาด เล็กอีกสองห้องทั้งในและนอกอาคารโดมที่เป็นโรงละครและห้องแสดงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ทั้งสองห้องนี้ถูกออก แบบมาให้สร้างขึ้นด้วยกระจกเพื่อสื่อถึงความรู้สึกแห่งความเปิดกว้าง เพื่อทำให้ศูนย์แห่งนี้เย็นสบายจากอากาศใน เขตร้อน ได้มีการติดตั้งแผ่นบังแดดที่ทำจากอลูมิเนียมและกระจกเคลือบสองชั้นเข้ากับโครงหลังคาที่ทำจากเหล็ก ทำให้ศูนย์แห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่นตัดกับเส้นขอบฟ้าของสิงคโปร์เป็นอย่าง มาก เหล็กแหลมที่ปกคลุมศูนย์แห่งนี้ทำให้มันได้รับการเรียกขานตามชื่อของผลไม้ยอดนิยมของสิงคโปร์ว่า เดอะ ดู เรียน (ทุเรียน)

ผาแดงหลวง

เส้นทางท่องเที่ยวชมทิวทัศน์แม่ปิงช่วงเหนือเขื่อนภูมิพลเริ่มต้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิงที่อยู่ในเขตอำเภอลี้ เป็นอุทยานแห่งชาติที่โดดเด่นของจังหวัดลำพูน สามารถเข้าไปสอบถามข้อมูลต่าง ๆ ได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เราเริ่มต้นสัมผัสลำน้ำปิงกันที่ “ผาแดงหลวง” หรือจุดชมวิวแม่น้ำปิง ซึ่งทางอุทยานฯ เริ่มให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เมื่อราว 3 ปีที่ผ่านมา แต่ด้วยเส้นทางที่ต้องผ่านผืนป่าเต็งรังเป็นระยะทางเกือบ 20 กิโลเมตร จากทุ่งกิ๊ก ซึ่งในช่วงฤดูฝนต้องอาศัยรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น เป็นความยากลำบากในช่วงแรกและต้องเดินเท้าอีกราว 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง หลังจากได้ข้อมูลเราตัดสินใจนัดเจ้าหน้าที่เข้าไปผาแดงหลวงในช่วงปลายฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ผืนป่ายังคงมีความชื้นอยู่

บ่ายโมงเราออกเดินทางจากทุ่งกิ๊ก มุ่งหน้าไปทางหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ถ้ำยางวี เส้นทางผ่านผืนป่าและลำห้วยหลายครั้งจนไม่ได้นับ เพราะเพลิดเพลินกับการชมป่าเต็งรังที่รายเรียงกันเป็นแนวสวยงาม ลำต้นที่ขนาดใกล้เคียงกันและลวดลายเปลือกสีเทาตัดกับหญ้าสีเขียว งดงามไม่แพ้ป่าสนเลยทีเดียว จินตนาการถึงช่วงฤดูแล้งที่ใบเปลี่ยนจากสีเขียวเป็น ส้ม เหลือง น่าจะสวยงามมาก เกือบ 2 ชั่วโมง ที่เรานั่งรถลุยอยู่บนเส้นทาง ที่ตอนนี้ยังฉ่ำน้ำ จึงลื่นเละเคลื่อนไปได้อย่างช้า ๆ ตกบ่ายคล้อยเรามาถึงจุดจอดรถใกล้กับเนินผาหินปูนบริเวณนี้มีแหล่งน้ำซับให้ใช้ได้ในช่วงฤดูฝน เราเลือกที่จะเดินขึ้นไปนอนใกล้จุดชมวิวให้มากที่สุด เพื่อสะดวกในการถ่ายภาพในช่วงเย็นและเช้า ซึ่งต้องเดินในช่วงเวลาที่ฟ้ายังมืด

เส้นทางเดินเท้าตัดผ่านป่าเต็งรังซึ่งพื้นล่างเป็นหญ้าเขียวสด มอง ดูเพลิน ๆ ก็สะดุดตากับดอกไม้สีม่วงเป็นช่อแชมอยู่ในกอหญ้า เข้าไปใกล้ ๆ พบว่าเป็นดอกหญ้าเหลี่ยม ที่ต้นและดอกสมบูรณ์มาก ขึ้นกระจายบริเวณเนินหญ้าสูง เราถือโอกาสหยุดพักเหนื่อยและถ่ายภาพ

เดินไปหยุดพักไปไม่เกินชั่วโมงเราก็มาถึงจุดแคมป์เนินลน แสงแดด ยามเย็นฉาบผืนป่าจนทำให้เราต้องออกไปยังจุดชมวิวผาแดงหลวงเพี่อเก็บภาพบรรยากาศแลงยามเย็นก่อนที่ท้องฟ้าจะเริ่มเปลี่ยนสี

จากจุดพักแรมเดินลัดเลาะตัดตรงสู่หน้าผาแดงหลวง เส้นทางมีหินระเกะระกะ ต้องเดินระวังเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ไม่สามารถเข้ามากางเต็นท์พักแรมบริเวณนี้ได้ ส่วนเหตุผลอื่นน่าจะเป็นเรื่องความไม่ปลอดภัย เพราะอยู่ใกล้หน้าผาเกินไป รวมถึงปัญหาการจัดการกับขยะด้วย สิ้นสุดแนวผืนป่าเต็งรังเป็นหน้าผาหินสูงชัน มองไปเห็นเวิ้งน้ำของทะเลสาบแม่ปิงอยู่เบื้องล่าง ยามฤดูนี้เต็มไปด้วยผักตบชวาที่ไหลลงมา จากตอนบนในช่วงฤดูน้ำหลาก กระแสลมพัดแรงจนเกิดเป็นลวดลายบนผิวน้ำ มองเป็นเส้นสายศิลปะที่สวยงามเสริมมิติให้กับแม่น้ำไม่ให้ดูเวิ้งว้างจนเกินไป แต่ในความงดงามในมุมมองจากด้านบนนี้ กลับเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเรือที่สัญจรอยู่เบื้องล่าง

เพลิดเพลินอยู่กับการมองลวดลายบนผิวทะเลสาบจนลืมสังเกตแนวหน้าผาแดงหลวงที่เรายืนอยู่นี้ คุณจันทร์คำ หรือคุณโอ่ง เจ้าหน้าที่ที่อาสาพาเราชมเส้นทาง ชักชวนพาเดินเลาะริมผาลงไปด้านล่างอีกเล็กน้อยเพี่อหันกลับมามองแนวผาแดงหลวงที่สูงชันนี้อีกมุมหนึ่ง และเรา ก็ได้พบกับร่องรอยของเลียงผาบริเวณชอกหิน แสดงว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของเลียงผา สัตว์ป่าสงวนที่หายากชนิดหนึ่ง

หน้าผาสูงชันสีแดงตระหง่านเคียงคู่กับสายน้ำแม่ปิงที่ไหลคดโค้งตามหุบเขาสูงชัน เป็นความงดงามลงตัวของธรรมชาติ ขณะที่ตะวันกำลังจะลาลับเหลี่ยมผา เราเห็นเพียงลำแสงที่ทอดยาวไปยังหุบเขาอีกฝั่ง ผืนป่าด้านล่างหน้าผาแดงหลวงเป็นป่าเต็งรังที่สมบูรณ์มาก เราหวังว่าคงได้กลับมาชมในวันที่ใบไม้เปลี่ยนสีก่อนผลัดใบ

เที่ยวชมสะพานน้ำพุหลากสี Banpo Bridge ประเทศเกาหลี

          หากคุณเป็นอีกคนที่ฝันจะได้ไปเที่ยวเกาหลีเพื่อชื่นชมบรรยากาศโรแมนติกแบบในซีรีส์ที่เคยดูล่ะก็ โปรแกรมการชมสะพานน้ำพุหลากสี Banpo Bridge เป็นอีกอย่างที่คุณควรเพิ่มเข้าไปในทริปทัวร์ประเทศเกาหลีของคุณด้วย ซึ่งเรารับรองได้ว่าความสวยงามของน้ำพุสีสายรุ้งที่คุณได้เห็นบนสะพานแห่งนี้ จะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังอย่างแน่นอน

โดยนับแต่เปิดใช้เมื่อปี 2009 สะพานน้ำพุที่มีความยาวมากที่สุดในโลก ด้วยความยาวถึง 7,000 เมตร ทำให้กลายมาเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตบริเวณแม่น้ำฮัน กรุงโซล ประเทศเกาหลี ที่สามารถครองใจนักท่องเที่ยวไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแสงสีของมันที่เคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครเกาหลีเรื่อง Boys over Flowers หรือ รักใส ๆ หัวใจ 4 ดวง มาแล้ว ทำให้ชื่อเสียงของมันโด่งดังไปทั่ว

ซึ่งในตอนกลางวันน้ำพุนี้จะถูกเล่นเป็นรูปแบบต่าง ๆ มากมาย เลียนแบบการเคลื่อนไหวของกิ่งไม้และใบไม้ที่พลิ้วไหว และเมื่อตะวันตกดินเมื่อไหร่ ก็จะมีการฉายแสงสีตระการตาด้วยไฟ 200 ดวง เกิดเป็นความสวยงามเหมือนสายรุ้งตัดกับภาพท้องฟ้ายามเย็นขึ้นมาทันที นอกจากนี้ เสียงเพลงที่เปิดประสานไปด้วยยิ่งทำให้สะพานแห่งนี้ดูงดงามอลังการขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ การแสดงจะแบ่งออกเป็นเวลา ดังนี้ ในวันธรรมดาจะมีการแสดงช่วง 12.00 น., 20.00 น. และ 21.00 น. ส่วนวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ จะเป็น 12.00 น., 17.00 น., 20.00 น., 20.30 น., 21.00 น. และ 21.30 น. ยกเว้นช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่โชว์ในช่วงวันหยุดจะเพิ่มเวลา 19:30 น. เข้าไปด้วย โดยโชว์แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 15 นาที

ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากคุณจะเดินชมสะพานสองต่อสองกับแฟน หรือถ่ายรูปเล่นกับเพื่อนจนจุใจได้แล้ว ที่นี่ยังมีพื้นที่สำหรับปิกนิกไว้บริการนักท่องเที่ยวที่อยากนั่งชมน้ำพุเพลิน ๆ พร้อมกับนั่งรับลมทานอาหารมื้อเล็ก ๆ ไปด้วยเช่นกัน ซึ่งค่าจอดรถบริเวณนี้มีราคา 1,000 วอน (27 บาท) สำหรับ 1 ชั่วโมง และคิดเพิ่ม 200 วอน (5 บาท) ทุก ๆ 10 นาทีต่อจากนั้น หรือสำหรับใครที่อยากเหมาจ่ายและจอดรถไว้ทั้งวัน ก็สามารถทำได้ในราคาเพียงแค่ 10,000 วอน (270 บาท) เท่านั้นเอง

ทะเลสาบแม่ปิง ความงามแห่งภูผา ผืนป่า และวิถีชาวแพ

 สายน้ำเปรียบดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้คงอยู่ จากผืนน้ำเทือกดอยสูงทางตอนเหนือของประเทศเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญหลายสาย จากลำธารเล็ก ๆ ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ แม่ปิง สายน้ำแห่งนักเดินทาง จากดอยสูงสู่ดินแดนที่ราบลุ่ม หากสายน้ำสามารถรับรู้เรื่องราวสองฝากฝั่งที่ไหลผ่านได้เช่นมนุษย์ มันคงได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงมากมายในแต่ละพื้นที่ จากยอดดอยที่เงียบสงบเยือกเย็นไปด้วยผืนป่า มีสัตว์ป่าน้อยใหญ่มาใช้ประโยชน์ บางช่วงเป็นพื้นที่ในชนบท น้ำถูกนำมาใช้ในการเกษตรกรรมเพื่อให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ผู้คนอยู่กินอย่างมีความสุข บางช่วงที่ไหลผ่านเมือง สายน้ำก็เอื้อประโยชน์ให้ผู้คนได้ใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจด้วย เธอไม่เคยบ่น เดินทางเพื่อให้สรรพชีวิตเลือกใช้อยู่ไม่มีวันหยุดพัก

หากศึกษาถึงประวัติศาสตร์อารยธรรมบรรพบุรุษของไทย เมืองโบราณต่าง ๆ จะอยู่ริมแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้น และแม่น้ำปิงก็เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำที่สำคัญเช่นกัน ซึ่งแม่น้ำปิงนี้ได้ไหลผ่านจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อมีการสร้างเขื่อนภูมิพลขึ้นที่อำเภอลามเงา จังหวัดตาก สายน้ำที่ไหลผ่านเกาะแก่งจากดอยเต่าผ่านหุบเขาลัดเลาะกว่าร้อยกิโลเมตร ที่ต้องจมหายไปในทะเลสาบเหนือเขื่อนภูมิพล หรือที่ทั่วไปเรียกกันว่าทะเลสาบแม่ปิง

จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นทำให้เมืองสร้อย เมืองโบราณดินแดน ในหุบเขาต้องหายไปพร้อมกับแม่น้ำปิง ผู้คนถูกอพยพขึ้นไปอยู่ที่หมู่บ้านก้อบ้าง เมืองลี้บ้าง ประวัติศาสตร์เมืองสร้อยยังคงหลงเหลือให้สืบค้นได้ที่วัดพระบรมธาตุแก่งสร้อย วัดที่ยังคงอยู่โดยมีพระครูบาเจ้าได้มาบูรณปฏิสังขรณ์ไว้ต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเรื่องราวในดินแดนแห่งหุบเขา ภูผา และผืนป่าเต็งรังที่สมบูรณ์และน่าสนใจมาก

พบความงดงามของธรรมชาติ ณ ถ้ำเปล่งแสงมหัศจรรย์แห่งนิวซีแลนด์

         กว่า 30 ล้านปีมาแล้วที่ตำนานของถ้ำไวโทโมเริ่มขึ้น โดยก่อร่างสร้างตัวมาจากหินปูนใต้ทะเลลึก และตอนนี้ก็กลายมาเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์ไปเสียแล้ว ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผู้คนจากทั่วโลกแห่แหนกันมาที่เมืองไวโทโม ประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อมาชมถ้ำแห่งนี้กันสักครั้ง ก็เพราะสิ่งพิเศษที่ทำให้ถ้ำนี้แตกต่างจากที่อื่น ๆ นั่นเอง

จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ว่าก็มาจากหนอนหิ่งห้อยที่อาศัยอยู่ในถ้ำมืด ๆ เกิดเป็นแสงสวยงามจากธรรมชาติ จนเหมือนกับดวงดาวอย่างไรอย่างงั้น โดยแสงพวกนี้สร้างขึ้นเพื่อล่อเหยื่อให้มาติดกับและกินเสียทีหลัง ทำให้แสงที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไป ตามความหิวกระหายของหนอนหิ่งห้อยแต่ละตัว

โดยที่นี่มีโปรแกรมให้ล่องเรือชมหนอนหิ่งห้อย หรือใครที่อยากชมแบบใกล้ชิดกว่านั้น อาจเลือกใช้บริการปีนขึ้นไปชมได้เหมือนกัน นอกจากนี้ ยังมีทางเชื่อมผ่านขั้นบันไดให้คุณไปชมถ้ำรูอาคารี ถ้ำใต้ดินขนาดใหญ่ที่มาพร้อมหินย้อยอันสวยงามและเสียงน้ำตกไหลผ่านก้อง ซึ่งไกด์จะพาคุณทัวร์ผ่านทางเดินวนอันเป็นเอกลักษณ์ สร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ทำให้ถ้ำแห่งนี้เป็นเหมือนการผสมผสานความสวยงามตามธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมจากฝีมือมนุษย์เอาไว้อย่างลงตัว

และนอกจากไปต่อที่ถ้ำรูอาคารีแล้ว ยังมีถ้ำอารูไนอีกแห่ง ซึ่งเป็นถ้ำที่เล็กที่สุดในจำนวน 3 ถ้ำนี้ อีกทั้งยังไม่มีน้ำไหลผ่านเหมือนถ้ำอื่น ๆ อีกด้วย แต่ความงดงามของมันไม่แพ้ใครแน่นอน โดยมันมีทั้งหินงอก, หินย้อย และหินพอก มาเป็นของตกแต่งประดับถ้ำให้สวยขึ้นอีก ซึ่งเพียงแค่ขับรถไป 5 นาที จากถ้ำไวโทโมก็จะถึงแล้ว จึงนับว่าเป็นอีกสถานที่คุ้มค่าที่ช่วยให้การมาเยือนถ้ำไวโทโมน่าประทับใจขึ้นอีก

ทั้งนี้ ค่าเข้าชมถ้ำไวโทโมมีราคาอยู่ที่ 48 เหรียญสหรัฐ (1,460 บาท) สำหรับผู้ใหญ่ และ 21 เหรียญสหรัฐ (639 บาท) สำหรับเด็ก ในขณะที่ใครอยากไปชมถ้ำรูอาคารีและอารูไนด้วย ก็มีราคาเหมารวมอยู่ที่ 161 เหรียญสหรัฐ (4,900 บาท) สำหรับผู้ใหญ่ และ 68 เหรียญสหรัฐ (2,070 บาท) สำหรับเด็ก ส่วนแบบครอบครัวนับเป็นผู้ใหญ่ 2 และเด็กอีก 2 มีราคาเพียงแค่ 395 เหรียญสหรัฐ (12,000 บาท)

ท่องเที่ยว 10 เกาะสวยราวเทพนิยาย ที่จับต้องได้ในชีวิตจริง

1. เกาะ Bled, ประเทศสโลวีเนีย

ทะเลสาบเบลดบริเวณภูเขาจูเลียนทางตอนเหนือของประเทศสโลวีเนียนั้น อยู่ติดกับหมู่บ้านเบลดตามชื่อของมัน ซึ่งมันเป็นเกาะตามธรรมชาติเพียงเกาะเดียวกลางแม่น้ำเท่านั้น บนเกาะนี้มีสิ่งปลูกสร้างรวมอยู่ด้วยกันมากมาย แต่สิ่งที่โดดเด่นเป็นสง่าที่สุดคงจะหนีไม้พ้น โบสถ์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่การขึ้นไปจุติบนสวรรค์ของพระแม่มารีในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งความสวยงามจากศิลปะแนวบารอกของที่นี่ ทำให้มันกลายเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานยอดนิยมเลยทีเดียว

2. เกาะ Pfalz, ประเทศเยอรมนี

เกาะบริเวณแม่น้ำไรห์นนี้อยู่ระหว่างเมืองไมนซ์และเมืองโคเบลนซ์ และจากการที่หุบเขาซึ่งรายล้อมแม่น้ำแห่งนี้อยู่ค่อนข้างชัน ทำให้การเดินทางส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านแม่น้ำสายนี้แทน ยิ่งไปกว่านั้น สืบเนื่องจากการที่น้ำขึ้นค่อนข้างสูง ทำให้ปัจจุบันตัวเกาะจมหายไปกว่า 50% แล้ว เหลือไว้เพียงซากต้นไวน์และสิ่งก่อสร้างทรงหกเหลี่ยมเท่านั้น ซึ่งแม้ว่ามันจะยังคงงดงามควรค่าแก่การเยี่ยมชม แต่ไม่รู้ว่าต่อไปในอนาคตเกาะนี้จะจมลงไปอีกจนสูญหายไปเลยหรือเปล่า

3. เกาะ Visovac, ประเทศโครเอเชีย

หนึ่งในเหตุผลที่เราควรไปชมเกาะนี้ด้วยตาตัวเองสักครั้ง ก็เพื่อชื่นชมอารามเก่าแก่บนเกาะนั่นเอง โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 1576 คณะฟรันซิสได้สร้างอารามขึ้นที่นี่ ส่วนปัจจุบันอารามนี้ได้ถูกจัดแสดงให้เข้าชมเป็นพิพิธภัณฑ์เป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่พื้นที่ภายนอกถูกจัดเป็นสวนสวยงามให้คนได้เพลิดเพลินกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ ซึ่งต้นไซปรัสที่ล้อมรอบนั้น ดูเหมือนกับรั้วอันแข็งแกร่งที่คอยปกป้องอารามแห่งนี้เอาไว้เลยทีเดียว

4. เกาะ Heart, สหรัฐอเมริกา

ด้วยรูปทรงหัวใจน่ารักสมชื่อ ทำให้เกาะบริเวณเมืองอเล็กซานเดรียนี้ดูเหมือนเกาะในจินตนาการอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรวมเข้ากับสถาปัตยกรรมอันสวยงามคลาสสิก ยิ่งทำให้มันดูเหมือนความฝันยิ่งขึ้นอีก ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นที่สุดจนเป็นตัวเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวให้แวะมาก็คือ Power House ตัวสร้างพลังงานบนเกาะ และ Alster Tower นั่นเอง

5. เกาะ Wilhelmstein, ประเทศเยอรมนี

หากเทียบกับเกาะอื่น ๆ ที่ผ่านมา เกาะ Wilhelmstein เรียกได้ว่าเป็นเกาะที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยมันเป็นเกาะที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ด้วยการต่อเติมฐานหินทำให้มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแปลกตา ผิดกับเกาะที่เกิดจากธรรมชาติทั่วไป โดยดยุควิลเฮล์มแห่ง Schaumburg-Lippe สร้างมันขึ้นเพื่อเป็นป้อมปราการปกป้องอาณาจักรเล็ก ๆ ของตัวเอง และได้ใช้ประโยชน์จริงเมื่อปี 1787 ตอนที่ดยุคแห่ง Hessen-Kassel เข้าล้อมโจมตีแต่พ่ายแพ้กลับไป

6. เกาะ Mont Saint-Michel, ประเทศฝรั่งเศส

ทุก ๆ ปีที่เกาะแห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยียนเฉลี่ยปีละ 3 ล้านคน และความงามของมันก็ถึงขนาดถูกองค์กร UNESCO ยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกมาแล้ว โดยเกาะแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของคนกว่า 40 คน และเป็นเขตปกครองของแถบนอร์มังดี ในขณะที่สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดบนเกาะแห่งนี้ก็คืออารามที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 นั่นเอง

7. เกาะ Trakai Island Castle, ประเทศลิทัวเนีย

“Little Marienburg” คืออีกชื่อที่คนใช้เรียกปราสาทบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งปราสาทที่ดูเหมือนหลุดมาจากนิทานนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ก่อนจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 1409 และปัจจุบันงานคอนเสิร์ต รวมทั้งงานสังสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็เลือกจะมาจัดในสถานที่แห่งนี้ เพื่อให้มีบรรยากาศย้อนยุคเหมือนอยู่ในโลกเทพนิยาย นอกจากนี้ มันยังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมกันได้อีกด้วย โดยมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 300,000 คนต่อปี

8. เกาะ Loreto, ประเทศอิตาลี

ทะเลสาบ Iseo หรือ Sebino คือทะเลสาบที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเมือง Lombardy และบนทะเลสาบแห่งนี้ก็มีเกาะอยู่มากมาย ซึ่งเกาะ Loreto ก็คือเกาะที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเกาะเหล่านั้น แต่ถ้าหากพูดถึงความสวยงามแล้วล่ะก็ รับรองว่าที่นี่ไม่ด้อยกว่าที่ไหนแน่นอน เพราะมันมีปราสาทแนวกอธิคที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1400 ตั้งอยู่ด้วย ทำให้มองเห็นเป็นทิวทัศน์ที่งดงาม

9. เกาะ Dark, สหรัฐอเมริกา

เดิมทีปราสาทที่ตั้งอยู่บนเกาะบริเวณเส้นทางทะเล St. Lawrence นี้ มีชื่อว่าปราสาท Dark Castle ตามชื่อเกาะ แต่ได้เปลี่ยนมาเป็น Singer Castle เป็นที่เรียบร้อยในปัจจุบัน แถมยังมีข่าวว่ามันเคยเป็นที่ใช้ลักลอบขนส่งเหล้ารัมมาก่อนอีกด้วย อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามแล้ว มันยังเป็นแหล่งตกปลาจำพวกปลาแบสปากใหญ่และปลาไพค์เช่นกัน

10. เกาะ Pontikonisi, ประเทศกรีซ

แม้ว่าอาราม Pantokrator เก่าแก่นี้จะไม่ได้ดูอลังการแบบปราสาทในเทพนิยายเหมือนที่อื่น ๆ ที่ผ่านมา แต่ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ไซดลาดิกอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ก็ช่วยให้อารามสีขาวนี้ดูงดงามไม่แพ้ที่ไหน ๆ ได้ไม่ยาก จนเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แห่แหนมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ นอกจากนี้ เกาะที่เล็กจนได้รับฉายาว่า Mouse Island แห่งนี้ยังเป็นแหล่งธรรมชาติอันสมบูรณ์ที่มีทั้งปลาและนกอาศัยอยู่มากมายอีกด้วย

สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดตราด

พระบรมราชานุเสาวรีย์รัชกาลที่ ๕

ตั้งประดิษฐานอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดตราด ชาวตราดให้ความเคารพสักการะมาโดยตลอด โดยจะเรียกแทนพระองค์ว่า “เสด็จพ่อฯ” หรือ “เสด็จพ่อ ร.๕” ตอนเย็นๆจะมีชาวตราดหรือนักท่องเที่ยวมานั่งเล่น พบปะ พูดคุยในบริเวณนี้กันมาก เพราะอากาศดี สถานที่กว้างขวาง

วัดโยธานิมิตร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ถ.เทศบาล 4 อ.เมือง สังกัดมหานิกาย ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมเรียกว่า “วัดโบสถ์” ไม่มีหลักฐานการสร้างที่แน่นอน เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของเมืองตราด ในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงรวบรวมบรรดารี้พลที่วัดแห่งนี้ เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังคุมทัพเรือมาทำสงครามกับเขมร และระหว่างที่พักกองทัพอยู่นั้น ได้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้นขนานนามว่า “วัดโยธานิมิต” เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจระลึกถึงการที่เคยได้ร่วมรบ ร่วมกิน ร่วมนอนมาด้วยกัน โบราณสถานที่สำคัญของวัดนี้ ได้แก่ พระวิหาร (พระอุโบสถหลังเก่า) ซึ่งเป็นศิลปะแบบอยุธยา ภายในพระวิหารมีภาพเขียนจิตกรรมฝาผนังที่น่าสนใจ เช่น ภาพเขียนเรื่องเวสสันดรชาดก ฯลฯ และเคยเป็นสถานที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการเมืองตราด วัดโยธานิมิต (วัดโบสถ์) เป็นวัดหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามแนวนโยบายของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาต

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เป็นสถานที่ที่ประชาชนเคารพสักการะกราไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลกันมาก มีสถาปัตยกรรมแบบจีนที่งดงาม โดดเด่นและแตกต่างจากศาลหลักเมืองในจังหวัดอื่นๆ ทั่วไป ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเดินทางมายังเมืองตราดเพื่อรวบรวมไพร่พลนั้นทรงให้ตั้งศาลหลักเมืองนี้ขึ้นตามความเชื่อแบบจีน เพื่อให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้องคุ้มครองเมืองและประชาชนให้รอดพ้นจากอันตราย และอยู่เย็นเป็นสุข และเป็นศาลหลักเมืองที่อยู่คู่เมืองตราดนับตั้งแต่นั้นมา…..

มีตำนานเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองแห่งนี้ว่า เมื่อครั้งฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองตราดนั้น ทหารฝรั่งเศสเห็นว่าประชาชนต่างพากันเคารพกราบไหว้สักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองแห่งนี้กันมาก จึงต้องการทำลายขวัญและกำลังใจของประชาชน โดยสั่งให้ถอนเสาหลักเมืองนี้ทิ้งไป แต่ด้วยปาฏิหาริย์ของเจ้าพ่อหลักเมืองนั้น ทำให้ไม่สามารถถอนเสาหลักเมืองขึ้นมาได้ จึงมีการสั่งให้เผาศาลทิ้ง ปรากฏมีฟ้าผ่าและฝนตกลงมาอย่างหนัก จะด้วยความเกรงกลัวหรือเหตุใดไม่ทราบ นายทหารฝรั่งเศสที่ควบคุมกำลังมาจึงได้สร้างเสาหลักเมืองเพิ่มขึ้นอีก 1 ต้น จึงเป็นที่มาที่ศาลแห่งนี้มีเสาหลักเมือง 2 ต้น